ข่าว

 “ฟ้าหลังฝน”ที่ประเทศญี่ปุ่น (จบ)

“ฟ้าหลังฝน”ที่ประเทศญี่ปุ่น (จบ)

20 มิ.ย. 2554

หลังเสร็จภารกิจในกรุงโตเกียวแล้ว ก็เป็นการเดินทางไปตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อเยี่ยมคารวะนายกเทศมนตรีของแต่ละเมือง เริ่มที่เมืองเซนได ที่อยู่ใกล้เมืองฟูกูชิมะอันเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งที่เซนไดนี้เองทำให้ผมทราบว่า ททท.กับเทศบาลเมืองเซนไดมีข้อตกลง

 ถัดจากนั้นก็จะไปดูกิจกรรมการจัดงานเทศกาลไทย (Thailand Festival) ที่เมืองนาโกยา แล้วไปเยี่ยมคารวะนายกเทศมนตรีเมืองซัปโปโร โดยทุกเมืองที่ไป ททท.ในประเทศญี่ปุ่นได้เชิญสื่อมวลชนของญี่ปุ่นมาพบปะสนทนากับพวกเราด้วย ทำให้ได้รับทราบว่า วันนี้ชาวญี่ปุ่นหมดความกังวลใจในเรื่องกัมมันตรังสี และกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติแล้ว

 สิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าจริงก็คือ ช่วงที่ขบวนรถไฟจอดที่สถานีฟูกูชิมะนั้น ผมได้มองทะลุกระจกหน้าต่างออกไปดูบ้านเรือนที่อยู่ไม่ไกลสถานี พบว่าทุกอย่างยังคงเป็นอยู่ดังเดิม และมีภาพหนึ่งที่ทำให้ผมยิ้มออกมาได้คือ ภาพ “แม่กำลังอุ้มลูกน้อยแนบอก” เพราะหากในเมืองนี้มีกัมมันตรังสีแพร่กระจาย ผู้เป็นแม่คงไม่กล้าพาลูกน้อยมาเสี่ยงกับการรับสารพิษดังกล่าวอย่างแน่นอน

 ระหว่างเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่ง นอกจากการสังเกตสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของแต่ละเมืองที่ผ่านไปแล้ว บางครั้งผมก็พลิก “แฟ้มข่าว” ที่นำไปจากกรุงเทพฯ ออกมาอ่าน ทำให้ทราบว่า ญี่ปุ่นพยายามปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกับเตาปฏิกรณ์ปรมาณูอย่างเต็มที่โดยวันที่ 2 พฤษภาคม รัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติงบฉุกเฉินบรรเทาทุกข์เหตุภัยพิบัติ 4 ล้านล้านเยน, 4 พฤษภาคม บริษัทโตเกียว อิเล็กทริค พาวเวอร์ (เทปโก้) เจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ รายงานผลการตรวจสอบสารกัมมันตรังสีในพื้นดินใต้ทะเลนอกชายฝั่ง 15 กม.พบว่าระดับสารกัมมันตรังสีสูงขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมาถึง 600 เท่า แต่ไม่ได้บอกว่าระดับของสารจะเป็นอันตรายหรือไม่

 วันที่ 5 พฤษภาคม เทปโก้ ส่งเจ้าหน้าที่ 12 คนฝ่ารังสีเข้าไปในอาคารเตาปฏิกรณ์เป็นครั้งแรกและไม่มีอันตรายใดๆ ข่าวนั้นทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง และวันที่ 10 พฤษภาคม ญี่ปุ่นสั่งให้ผู้อพยพจากหมู่บ้านคาวาอูจิ-มูระ ซึ่งตั้งใกล้ๆ โรงไฟฟ้าปรมาณูกลับเข้าบ้านได้ ข่าวนี้ทำให้ผมโล่งอก

 นอกจากญี่ปุ่นจะช่วยเหลือตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ใน “แฟ้มข่าว” ยังมีข่าวการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รื้อถอนโรงไฟฟ้าที่หนองจอก ประกอบด้วย เครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) และ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ 3-5 ปี ตามที่บริษัท เทปโก้ ขอความช่วยเหลือมา โรงไฟฟ้าหนองจอกนี้ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 244 เมกะวัตต์ ช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นได้ 2.4 แสนครัวเรือน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะนำไปติดตั้งที่กรุงโตเกียว เท่าที่ทราบมาขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสนใจเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งอยู่ในดาวเทียมของสหรัฐ ในโครงการนาซา ว่ามันทำงานได้อย่างไร? และกำลังทดสอบแรงสั่นสะเทือนจากการย่ำเท้าลงไปบนพื้นของสถานีรถไฟใต้ดินว่าจะนำมาสร้างพลังงานไฟฟ้าได้หรือไม่

 สิ่งที่ผมพบในประเทศญี่ปุ่นคราวนี้ เหมือนได้เห็นบ้านเมืองที่ถูกพายุฝนโหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างไม่ลืมหูลืมตาผ่านพ้นไป...ต้นไม้ ใบหญ้า ไม้ดอกไม้ประดับสีสดใสจึงเบ่งบานอย่างสดสวย... ฟ้าที่มืดด้วยเมฆทะมึนเมื่อไม่นาน...กระจ่างใสไม่ต่างไปจากสภาวะ “ฟ้าหลังฝน” เลยจริงๆ ผมหวังใจอย่างยิ่งว่าเมื่อเหตุร้ายผ่านพ้นไปแล้ว นับจากวันนี้ไป ประเทศญี่ปุ่นจะฟื้นตัวและเติบใหญ่ กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจที่มั่นคงของโลกครับ

ภาณุมาศ ทักษณา