ข่าว

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน-อีก4ปัจจัยที่ต้องเพิ่มเติม

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน-อีก4ปัจจัยที่ต้องเพิ่มเติม

19 มิ.ย. 2554

สัปดาห์ก่อนมีข่าว 2 ชิ้นที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เรื่องแรก เป็นการสำรวจของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด ที่ออกมาเปิดเผยว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยทางอินเทอร์เน็ตจำนวน 500 คนในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า ผู้บริโภคไทยมีความตั้งใจลดการใช้จ่

 มิสเตอร์แอรอน ครอส กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีแนวโน้มจะรัดเข็มขัดมากขึ้น จากความกังวลเรื่องค่าอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มองหาความคุ้มค่าในการซื้อสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

 ผลสำรวจยังพบว่า มากกว่า 8 ใน 10 ของผู้บริโภคชาวไทย หรือคิดเป็น 84% เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อประหยัดรายจ่ายในครอบครัวมากขึ้นอีก 64% บอกว่า จะลดการใช้จ่ายสิ่งบันเทิงนอกบ้าน ส่วนกลุ่มตัวอย่าง 52% บอกว่า จะใช้จ่ายในการซื้อเสื้อผ้าใหม่ลดลง และอีก 49% ระบุว่า จะลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในวันหยุดลง

 ส่วนชิ้นที่ 2 เป็นข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่รายงานตัวเลขการให้บริการบัตรเครดิต ณ สิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยพบว่า ยอดการใช้จ่ายของประชาชนที่ถือบัตรเครดิตลดลงจากเดือนก่อนหน้า 11.79% และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนให้เห็นความต้องการใช้บัตรเครดิตที่ลดลง แต่กรณีนี้แยกเป็น 2 ประเด็น คือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ต้องการก่อหนี้เพิ่มขึ้น และอีกส่วนคือ วงเงินบัตรเครดิตเต็ม ทำให้ใช้จ่ายเพิ่มไม่ได้

 น่าแปลกที่มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายของผู้คน เกิดขึ้นท่ามกลางความมั่นใจว่า หน้าที่การงานและสถานภาพทางอาชีพในอนาคตจะดีขึ้น (จากผลสำรวจของนีลเส็น) ดังนั้น ประเด็นที่คนกังวลมากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่การไม่มีงานทำ การไม่มีรายได้ แต่อยู่ที่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาข้าวของแพงขึ้น ทำให้กลุ่มตัวอย่างทั้งจากการสำรวจของนีลเส็นตัดสินใจควบคุมค่าใช้จ่ายของตัวเอง และไม่ใช่เฉพาะแค่ “คิด” แต่ยังทำให้เห็นในทางปฏิบัติจริงๆ จากตัวเลขของแบงก์ชาติ

 ขอบเขตของคำว่า ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ข้าวของที่แพงขึ้น ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ประเทศไทยเท่านั้นนะคะ แต่กินอาณาบริเวณเกือบทั่วโลก เราจึงเห็นตัวเลขเงินเฟ้อที่อินเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ หรือแม้กระทั่งเงินเฟ้อของจีนที่เปิดเผยออกมาล่าสุด ก็สะท้อนให้เห็นถึงการถีบตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ

 ด้วยเหตุนี้ ทำให้การบริหารจัดการเงินๆ ทองๆ ต้องเข้มข้นขึ้น เพื่อประคับประคองมาตรฐานการใช้ชีวิตของเราไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน ซึ่งเท่าที่ไล่เรียงดูคร่าวๆ ก็หนีไม่พ้นการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทั้งนีลเส็นและแบงก์ชาติชี้ให้เห็นไปแล้วว่า คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะเลือกแนวทางนี้ หรือไม่เช่นนั้นก็หาทางเพิ่มรายได้ เพื่อชดเชยกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

 พ้นจากนี้ ก็คือ เรื่องของการบริหารจัดการการลงทุน เพื่อแสวงหาผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อ และอีกประการคือ ลดความเสี่ยงจากธุรกรรมที่มีโอกาสทำให้ฐานะการเงินของคุณรั่วไหลหรือได้รับความเสียหายอันไม่ควรจะเกิด

 สำหรับกรณีการบริหารจัดการการลงทุนนั้น ทางนีลเส็นสำรวจพบว่า  ผู้บริโภคไทยเลือกใช้เงินที่เหลือจากการใช้จ่าย เพื่อการจ่ายหนี้บัตรเครดิตและเงินกู้เพิ่มขึ้นจาก 22% ในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อน เป็น 27% ในไตรมาสแรกปีนี้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมเพิ่มขึ้นจาก 18% มาอยู่ที่ 26% ด้วย

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่หลายคนอาจมองข้าม คือ การลดความเสี่ยงจากธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับบัตรเครดิต (ขอบอกว่า นาทีนี้อย่ามาคุยเรื่องได้รับโทรศัพท์จากแบงก์ หรือแบงก์ชาติ หรือธนาคารกลางว่าเรามีหนี้ ต้องรีบติดต่อกลับหรือหลอกให้เป็นโอนเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม ใครยังหลงกลพวกนี้ แสดงว่า ชีวิตไม่เสพข่าวสารอะไรเลย ทั้งๆ ที่มีข่าวเรื่องนี้กันโครมๆ)

 เพราะล่าสุด วิรัตน์ เกตุพุต ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายอนุมัติวงเงินและป้องกันการทุจริต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ออกมาบอกว่า แนวโน้มการทุจริตบัตรเครดิตปัจจุบันนี้ จะเป็นการใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างมาก ส่วนการปลอมแปลงบัตรเครดิตแทบจะไม่มีให้เห็นแล้วเนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ให้บริการบัตรเครดิตในประเทศไทยทุกรายได้ออกบัตรเครดิตแบบฝังชิพ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาทุจริตได้ส่วนหนึ่ง

 “ที่ต้องระวังตอนนี้ คือ การใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า และบริการทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจากปัจจุบันมีการกระทำทุจริตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามการเพิ่มขึ้นของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกมาก เนื่องจากมีความสะดวก โดยเป็นลักษณะของการนำข้อมูลบัตรของบุคคลอื่นๆ ไปชำระสินค้า ซึ่งหากคิดเป็นจำนวนรายการจะพบว่า มีมาก แต่หากเป็นยอดวงเงินที่ทุจริตในแต่ละรายการจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก”

 ดังนั้น คำแนะนำ คือ ผู้ใช้บัตรเครดิตไม่ควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และระมัดระวังในเรื่องข้อมูลส่วนตัว ที่กรอกตามแบบสอบถามทั่วๆ ไป รวมทั้งต้องเพิ่มความระวัง และต้องมั่นใจว่าเอกสารที่กรอกไปนั้นมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน

 ขณะเดียวกัน ผู้ถือบัตรเครดิตที่ต้องการซื้อสินค้า และใช้บริการผ่านอีคอมเมิร์ซสามารถโทรมาขอรหัสพิเศษ หรือ 3D จากบริษัทที่ทำการออกบัตรเครดิต โดยบริษัทที่ออกบัตรเครดิตจะให้บริการจะออกรหัสขึ้นมาใหม่และเป็นข้อมูลที่ไม่มีในบัตรเครดิตให้ลูกค้ารหัสดังกล่าวไปใช้ในการชำระค่าสินค้า ซึ่งสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันการทุจริตได้อีกแนวทางหนึ่ง

 เพราะ “เงินทองเป็นของหายาก” ยิ่งในภาวะที่ข้าวของก็แพงแบบนี้ ลองเขียนในกระดาษดูนะคะว่า 4 แนวทางที่เราว่ากันมา ทั้งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ บริหารจัดการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ และลดความเสี่ยงจากการสูญเสียโดยไม่ใช่เรื่องอย่างกรณีของบัตรเครดิต เราสามารถทำได้ครบทุกประการหรือไม่ หรืออย่างน้อยทำให้ได้บางข้อ ก็น่าจะช่วยให้คุณภาพชีวิตในวันที่ปัจจัยค่าครองชีพกดดัน ไม่ถูกกระทบกระเทือนมากเกินไป

ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]