ข่าว

 “ป่วยเงิน ป่วยใจ”

“ป่วยเงิน ป่วยใจ”

19 มิ.ย. 2554

ผมจำได้ดีว่าเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ผมเกิดอาการปวดท้องมาก เดี๋ยวอืด เดี๋ยวเฟ้อสลับกันไป เวลาขับถ่ายก็ไม่สุด เหมือนต้องเข้าห้องน้ำหลายครั้งในหนึ่งวัน เลยตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ให้หมอซักประวัติอยู่นาน เอายามากิน

 แต่ผ่านไปสักเดือนก็ยังไม่หาย จนพื่อนแนะนำให้เปลี่ยนไปพบแพทย์อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ทั้งๆ ที่หมอคนเก่าก็ดูแลผมอย่างดี

 คราวนี้ผมเป็นหนัก มีอาการถ่ายมีเลือดปน จนคุณหมอต้องให้ส่องกล้องทั้งบนและล่าง เพื่อตรวจดูความผิดปกติ รวมถึงซักประวัติกรรมพันธุ์มะเร็งในครอบครัว

 ผมจำแม่นเลย วินาทีที่ได้ยินว่ามีการตัดชิ้นเนื้อไปสองชิ้น และให้มาฟังผลอีกสัปดาห์หนึ่ง ช่วงนั้นผมกระสับกระส่ายมาก เพราะไม่รู้ว่าชะตาชีวิตข้างหน้า โชคร้ายจะเกิดขึ้นกับผมหรือไม่

 ยอมรับต่อครับ ตลอดที่ป่วยกังวลสุดๆ แต่ยิ่งเครียด ระบบอื่นๆ ก็ปฏิวัติ ทำงานรวนไปด้วย ผมกินอะไรไม่ค่อยลง นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ

 ที่สำคัญ งานการก็รวน เพราะมัวแต่พะวง กลัวโน่นกลัวนี่ กลัวใช้ชีวิตไม่คุ้ม กลัวยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ให้เต็มๆ และอีกสารพัดความกลัวไหลเข้าหัว

 นับว่าโชคยังดีครับ ที่ผลออกมาผมไม่เป็นอะไรมาก แค่กระเพาะอักเสบหลายจุด ต้องกินยาและหมั่นมาตรวจ รวมถึงระวังอาหาร อาการก็กลับมาดีขึ้น จนเป็นปกติ

 อุทาหรณ์สอนให้ผมรู้ว่า “คนป่วยกาย หนีไม่พ้นการป่วยใจเป็นของคู่กัน”

 และนี่คงเป็นสาเหตุที่คนส่วนใหญ่เมื่อรู้ว่ามีโรคร้ายรุมเร้า หรือโรคที่รักษาไม่ได้ ก็มักจะมีอาการทางจิตใจควบคู่ไปด้วย 

 เชื่อว่าเรื่องราวประเภท คนอยู่กับมะเร็งมาสักระยะ ไม่เป็นไร แต่พอรู้ปั๊บ ทิ้งไว้ไม่นานก็จากไป เราคงได้ยินบ่อยครั้งตั้งแต่เด็กจนโต

 สมการความเจ็บป่วยนี้ คนรอบข้างสำคัญมากครับ ที่จะให้กำลังใจ สร้างแนวร่วมให้รู้สึกว่าผู้ป่วยไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง จะด้วยการพูดคุย สัมผัส บอกรัก หรือวิธีใดก็ตาม

 หมอมีหน้าที่รักษากาย เพื่อนฝูงคนในครอบครัวก็ต้องช่วยรักษาใจครับ เพราะที่สุดแล้วแม้จะรักษาไม่หาย ผู้ป่วยก็สามารถใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่า หากมีอะไรที่ยังต้องสะสาง ก็จะได้จัดการให้จบเพื่อเตรียมตัวไปสู่สุคติภูมิได้อย่างไม่ต้องกังวล

 ถ้าจะวกเข้ามาเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องบอกว่า ป่วยเงิน กับป่วยใจก็เป็นของคู่กัน ไม่ผิดนัก

 คนแวดล้อมที่เคยเห็น คนที่ป่วยเงิน มักจะเกิดจากการป่วยใจก่อน เพราะใจฟุ้ง เห็นถูกเป็นผิด อยากได้ อยากมีเกินตัว ใช้เงินมือเติบ ไม่รู้จักอดออม มีค่านิยมทางวัตถุ และใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

 ยิ่งพอเงินร่อยหรอ จนถึงขั้นต้องหยิบยืมเป็นพัลวัน เงินกู้พอกพูน หมุนวนไม่จบ คราวนี้ อาการป่วยใจจะกลับมาเล่นงานอีก ถึงขั้นเครียด กระสับกระส่าย กังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

 เผลอๆ ลามไปถึงคนในครอบครัว ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ได้รับผลกระทบตามกันไป ต้องร่วมใช้หนี้ที่ไม่ได้ก่อ เงินที่หามาแทนที่จะเอาใช้ให้เกิดประโยชน์ กลับต้องมาจ่ายดอก น่าเสียดายเป็นที่สุด

 ฉะนั้น ถ้าไม่อยากป่วยใจ ก็อย่าป่วยเงินครับ

 ต้องฉีดภูมิคุ้มกันตัวเอง ให้ห่างไกลจากโรคนี้ให้ได้ แบบไม่ต้องมาเจอกันเลย จะดีที่สุดครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
[email protected]