ข่าว

เดินตามเข็มทิศชีวิต"คิตตี้ แม็คคินซี่"นางฟ้าของผู้ลี้ภัย

เดินตามเข็มทิศชีวิต"คิตตี้ แม็คคินซี่"นางฟ้าของผู้ลี้ภัย

18 มิ.ย. 2554

จากเส้นทางการเป็นนักข่าวสายอาชญากรรมและนักเขียนของสำนักข่าวดีทรอยต์ กระทั่งมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสกับข่าวสงครามในยุโรปตะวันออก ช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้สาวชาวอเมริกัน คิตตี้ แม็คคินซี่

 ต้องเข้าไปสัมผัสกับผู้ลี้ภัยในค่ายอย่างใกล้ชิด จนทำให้เธออยากช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างสุดกำลัง จุดนี้จึงทำให้เธอผันตัวเองมาทำงานกับ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว

 และวันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับเธอในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายข่าวสารข้อมูลประจำภูมิภาคยูเอ็นเอชซีอาร์ สำนักงานภูมิภาคประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ถึงเส้นทางแห่งการอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยนับหมื่นคน ที่ยังคงรอเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตัวเอง

ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นนักข่าวมาก่อน

 สนใจการเป็นนักข่าวตั้งแต่อายุ 16 ปี แล้วชอบเกี่ยวกับสหภาพโซเวียตด้วย เลยตัดสินใจไปเรียนเกี่ยวกับโซเวียตและยุโรปตะวันออก และได้เป็นนักข่าวตอนอายุ 19 ปี สมัยเด็กคุณพ่อจะพาไปฟังเวลายูเอ็นจัดการประชุมสมัชชาใหญ่ ตอนแรกอยากจะเป็นล่ามแปลภาษา คิดว่าถ้าแปลภาษาสเปนหรือภาษาฝรั่งเศสอาจมีคู่แข่งเยอะ เลยเปลี่ยนมาแปลภาษารัสเซียเป็นภาษาอังกฤษแทน ช่วงนั้นเลยทำให้อยากเรียนภาษารัสเซีย บวกกับที่สนใจงานเขียนพอมารวมกันเลยกลายเป็นนักข่าวที่รายงานข่าวโซเวียต

ทำไมถึงสนใจโซเวียต

 ช่วงที่ศึกษาเรื่องโซเวียตเป็นช่วงที่มีสงครามเย็นและอยู่ในช่วงพีคสุด ตอนนั้นแทนที่จะเรียนอยู่สหรัฐอเมริกา เลยเดินทางไปเรียนที่ประเทศแคนาดาแทน คิดว่าน่าจะเป็นประเทศที่ศึกษาได้กว้างขวางมากกว่า เพราะถ้าอยู่ในอเมริกาก็จะได้ศึกษาว่าอเมริกากับรัสเซียเป็นศัตรูกันยังไง แต่ถ้าไปอยู่แคนาดาจะเป็นกลางเลยศึกษาได้ทั้งอเมริกาและได้มุมมองของรัสเซียด้วย 

เป็นนักข่าวที่ทำข่าวเกี่ยวกับสงครามมาตลอดหรือเปล่า

 ตอนเริ่มเป็นนักข่าวเรียกว่าเป็นงานที่ไม่มีใครทำแล้ว เพราะตอนกลางคืนต้องไปสถานีตำรวจ 11 สถานีเพื่อดูว่ามีคดีอาชญากรรมอะไรบ้าง ต้องเข้างานตั้งแต่ 21.00-08.00 น. ที่เมืองออตตาวา ประเทศแคนาดาไม่อันตรายเท่าไร แต่จะเป็นเรื่องของการเหยียดผู้หญิงมากกว่า บางครั้งถ้าไปสถานีมีคดีข่มขืนตำรวจจะไม่ยอมบอกนักข่าวผู้หญิงทำให้ไม่ได้ข่าว เริ่มต้นจากจุดนั้น แล้วก็เริ่มได้ทำข่าวที่น่าสนใจมากขึ้น เช่น ข่าวการเมือง แล้วก็ย้ายจากนักข่าวหนังสือพิมพ์ไปเป็นนักข่าวที่สำนักข่าวระดับประเทศ จากนั้นกลับอเมริกาก็เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์อเมริกาแต่ไปประจำอยู่ที่ยุโรป ใช้เวลาอยู่ประมาณ 20 ปี ได้ทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องคอมมิวนิสต์ และทำข่าวช่วงที่ประเทศเปลี่ยนจากระบอบคอมมิวนิสต์ไปเป็นประชาธิปไตย

 ปี 1991-1995 มีสงครามในยุโรปตะวันออกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น โครเอเชีย สโลวาเกีย บอสเนีย ปี 1999 ทำข่าวผู้ลี้ภัยที่หนีออกมาจากโคโซโว หลังจากได้คุยกับผู้ลี้ภัยทำให้เรารู้สึกอยากจะทำงานเพื่อผู้ลี้ภัยอย่างจริงๆ จังๆ ปี 2000-2001 ทำงานให้กับฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว ที่ฮ่องกง หลังจากนั้นก็ขอเข้ามาทำงานกับยูเอ็นเอชซีอาร์และทำงานให้แก่ผู้ลี้ภัยมาตลอด

ทำไมถึงอยากทำงานให้แก่ผู้ลี้ภัย

 พวกเขามีศักดิ์ศรี และมีน้ำจิตน้ำใจ เขาเหมือนเราเพียงแต่โชคไม่ดีที่ต้องมาเป็นผู้ลี้ภัย ลักษณะความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยคืออยู่ในเต็นท์ แล้วพื้นก็จะเป็นโคลน ไม่มีอาหาร แต่ถ้าเกิดมีกาแฟเหลือเพียงนิดเดียวก็ยังอุตส่าห์เรียกเราให้เข้าไปดื่มกาแฟด้วยกัน ความประทับใจตรงนั้นเลยทำให้อยากจะช่วยเหลือผู้ลี้ภัย จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ต้องการได้รับความช่วยเหลือในแง่ของสิ่งของ แต่เขาอยากจะพึ่งพาตัวเองได้มากกว่า ผู้ลี้ภัยไม่ได้อยากอยู่เฉยๆ อยากทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ และรู้สึกทุกครั้งว่าทำไมประเทศที่เขามาขอลี้ภัยไม่ให้เขาทำโน่นทำนี่ เพราะเขารู้สึกว่าเขายังทำอะไรให้แก่ประเทศพวกนั้นได้อยู่
 
ความแตกต่างระหว่างนักข่าวกับการทำงานในยูเอ็นเอชซีอาร์

 ตอนที่เป็นนักข่าวแล้วสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยจะรู้สึกเห็นใจมาก ทุกครั้งที่มีอะไรก็จะให้เขาหมด เห็นเขาขาดแคลน เลยคิดว่าน่าจะมาทำงานให้แก่หน่วยงานผู้ลี้ภัยที่ช่วยคนเป็นจำนวนมากแทนที่จะช่วยแค่คนเดียว แล้วตอนเป็นนักข่าวเราเหมือนเป็นคนที่คอยสังเกตการณ์อยู่รอบนอก แต่ตอนนี้สามารถเข้ามาอยู่ข้างในและมีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากกว่าเดิม

ประเทศไทยมีจำนวนผู้ลี้ภัยมากแค่ไหน

 ไทยมีค่ายผู้ลี้ภัยทั้งหมด 9 ค่าย อยู่ที่ จ.ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี มีผู้ลี้ภัยประมาณ 93,000 คน ที่ได้ลงทะเบียนแล้ว แต่ยังมีตัวเลขที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนซึ่งยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน คิดว่าน่าจะประมาณ 4 หมื่นคน แต่ตัวเลขเริ่มลดลงเพราะมีการนำผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยมากที่สุด เพราะเรามีเพื่อนบ้านแบบพม่าเลยเป็นปัจจัยทำให้มีผู้ลี้ภัยเข้ามาในบ้านเรา ประเทศไหนที่จะมีผู้ลี้ภัยปัจจัยหลักเกิดจากประเทศเพื่อนบ้านมีความรุนแรงหรือมีความขัดแย้งสู้รบภายในประเทศนั้นๆ ทำให้มีคนหนีเข้ามาในประเทศของเรา

 ถามว่ามีการบริหารจัดการดีหรือเปล่า ต้องบอกว่าอย่างน้อยเราก็ต้องขอบคุณที่ประเทศไทยยอมให้กลุ่มผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในแคมป์ เพราะถ้าไม่มีบ้านเราเขาก็ไม่มีที่ไป อยากให้คนไทยเปิดใจรับผู้ลี้ภัยอย่างน้อยเห็นใจและเข้าใจเขาในลักษณะที่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่ว่ามองเขาในรูปแบบอื่นๆ และถ้าหากทำอะไรได้อยากให้ช่วย หรืออาจจะช่วยกันโปรโมทเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของผู้ลี้ภัย ถ้าเราเข้าใจเขามากขึ้นอาจจะเห็นใจว่าเขาต้องมีสิทธิอะไรต่างๆ ที่เขาควรจะได้รับ เช่น เรื่องการออกมาเรียนหรือการทำงาน เพราะปัจจุบันผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในค่าย ยังไม่สามารถออกมาสู่ภายนอกได้

ทุกวันนี้ยังไปในแคมป์ผู้ลี้ภัยอยู่หรือเปล่า

 แน่นอนค่ะ ไปบ่อยด้วย ล่าสุดเพิ่งไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ไปค่ายแม่หละ จ.ตาก คิตตี้ดูแลผู้ลี้ภัย 16 ประเทศเลยจะเดินทางบ่อย สิ่งที่ชอบคือจะต้องเดินทางไปเจอผู้ลี้ภัยจะได้มีพละกำลังกลับมาทำงานมากยิ่งขึ้น

พลังแบบไหนที่ได้กลับมา

 เป็นแรงบันดาลใจเพราะเวลาไปเจอผู้ลี้ภัย พวกเขาต้องผ่านอะไรมาเยอะจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเลย แต่เขายังรักษาศักดิ์ศรีของเขาเอาไว้ได้ พวกเขามีความเข้มแข็งอย่างกล้าหาญ สามารถทำให้ชีวิตของเขาอยู่ได้ เลยเป็นกำลังใจว่าเรามีความเข้มแข็งมากกว่าเขาก็น่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ครั้งหนึ่งมีผู้ลี้ภัยเป็นเด็กอายุ 16 ปี ถ้าเป็นเด็กในเมืองความสุขของพวกเขาคือ การดูหนัง ช็อปปิ้ง แต่เด็กคนนี้กลับมีความสุขตรงเวลาที่เขาไปถามเพื่อนบ้านหรือใครที่อยู่ในหมู่บ้านว่ามีใครที่ถูกฆ่าหรือเสียชีวิตไปหรือเปล่า เพราะทำให้เด็กคนนั้นรู้สึกว่า ตัวเขายังมีครอบครัวครบไม่มีใครเสียชีวิต อีกตัวอย่างหนึ่งคือไปพบผู้ลี้ภัยเดินไปเหยียบกับระเบิดครั้งแรกได้ขาปลอมมา เดินไปเหยียบกับระเบิดอีกครั้งที่สองทำให้ขาปลอมหายไป แต่เขากลับทำขาปลอมขึ้นมาเองระหว่างที่รอขาปลอมใหม่อยู่ ตัวอย่างแบบนี้ทำให้เห็นถึงความกล้าหาญและเขาไม่ได้รอความช่วยเหลืออย่างเดียว เลยเป็นแรงบันดาลใจและทำให้รู้ว่าปัญหาของเรามันเล็กนิดเดียว
 
การทำงานตรงนี้เปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองบ้าง

 ตอนเป็นนักข่าวได้แสดงถึงลักษณะนิสัยในหลายๆ รูปแบบ ในแง่ของลักษณะนิสัยการเป็นนักข่าวต้องมีกำแพงกั้น เพราะต้องมีความเป็นกลางในการนำเสนอ แต่การทำงานในยูเอ็นเอชซีอาร์ต้องทำงานเพื่อมนุษยชน ต้องเป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่คนอื่นๆ สิ่งที่นำเสนอออกมาเป็นตัวตนที่แตกต่างกัน ทำให้มีความอ่อนโยนมากขึ้นจากเดิม
 
  ...นี่เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ยอมอุทิศชีวิต เพื่อช่วยเหลือผู้คนนับหมื่นที่ไม่มีทางเลือกแม้แต่จะก้าวกลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง...