
"ทักษิณ"บอกกับสื่อเทศตอนนี้เหมือนหนู
"ทักษิณ"ระบุ"ตอนนี้เหมือนกันหนู" เผยความสัมพันธ์กับผู้นำนิคารากัวจนได้เป็นทูตพิเศษ ผู้สื่อข่าวซินหัวเขียนบันทึกความไม่สงบไทย "เสนาะ"ชงสภาฯงดใช้รัฐธรรมนูญ 50 นิรโทษกรรมทุกฝ่ายรวมถึงคดีอาญา แนะ"อภิสิทธิ์"ลาออกเปิดทางตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ประสพสุข ชี้แก้ ม.
(21เม.ย.) เว็บไซต์ข่าวออนไลน์สปีเกลของประเทศเยอรมนี ได้เผยแพร่ทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า "ตอนนี้ผมเหมือนกันหนู ที่อยู่ในบ้าน พวกเขาต้องการจับผม ถึงขั้นที่ว่าพวกเขายอมเผาบ้านทั้งหลังทิ้งเพื่อกำจัดผม"
พร้อมกับเล่าถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงก่อจลาจลและการลอบสังหารนายนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรว่าเป็นเพราะรัฐบาลประกาศใชัพ.ร.ก.ฉุกเฉิน "ผมขอย้ำวลีที่ว่า การฆ่าตัดตอนได้เริ่มขึ้นแล้วพวกเขากำลังทำลายใครก็ตามที่รู้ลึกถึงแผนการของผู้มีอำนาจที่ต่อต้านผม"
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงแผนชีวิตว่า จะเดินทางไปหลายที่ และไม่ได้อยู่ที่ไหนเป็นหลักแหล่งมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ตนมีธุรกิจที่ต้องดูแล คณะกรรมการของคนเสื้อแดงก็ทำงานกันอย่างอิสระและตัดสินใจด้วยตัวเองบางครั้งก็โทรมาขอคำแนะนำ แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อผมทุกเรื่อง ตนไม่ได้ให้เงินสนับสนุนพวกเขา เพราะทรัพย์สินของตนที่อยู่ในประเทศไทย ถูกอายัดไว้หมด ตนไม่เหลือเงินมากนัก
ผู้สื่อข่าวถามว่า สันติสุขจะกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างไร พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็ผิดพลาดทั้งคู่ ถึงเวลาที่ต้องรอมชอมด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกันลืมอดีตและมองไปข้างหน้า ควรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งชาติและประชาชน แต่ตนจะไม่ยอมรับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ยอมรับผม ต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
พร้อมกับเล่าถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงก่อจลาจลและการลอบสังหารนายนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรว่าเป็นเพราะรัฐบาลประกาศใชัพ.ร.ก.ฉุกเฉิน "ผมขอย้ำวลีที่ว่า การฆ่าตัดตอนได้เริ่มขึ้นแล้วพวกเขากำลังทำลายใครก็ตามที่รู้ลึกถึงแผนการของผู้มีอำนาจที่ต่อต้านผม"
เผยความสัมพันธ์ผู้นำนิคารากัวกับ"ทักษิณ"
ขณะเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานความสัมพันธ์ระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณกับประธานาธิบดีแดเนียล ออร์เตก้า แห่งนิคารากัว จนถึงขั้นที่ผู้นำนิคารากัว แต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษเพื่อดึงดูดการลงทุนไปยังนิคารากัว พร้อมกับออกหนังสือเดินทางให้ว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประธานาธิบดีออร์เตก้า เคยพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและผู้นำนิคารากัวให้ความสนใจในเรื่องการลงทุนในด้านพลังงานและโทรคมนาคมสื่อสาร
นอกจากผู้นำนิคารากัวแล้ว พตท. ทักษิณ ยังได้พบกับบรรดาผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ด้านการส่งเสริมการลงทุนของทางการนิคารากัว รวมถึงรัฐมนตรียุติธรรมและเหมืองแร่ ที่ระบุว่าพวกนักลงทุนต่างแสดงความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะลงทุนในภาคพลังงาน ส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ
แหล่งข่าว ระบุว่า การพบกันในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ทราบดีว่า เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทชิน คอร์ป ผู้ผูกขาดการให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดในขณะนั้น คือ พรรคไทยรักไทย
ผู้สื่อข่าวซินหัวเขียนบันทึกความไม่สงบไทย
ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวซินหัว ชื่อ เกา ลู่ ได้เขียนบันทึกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงสงกรานต์ และนำไปโพสต์ไว้ใน ซินหัวเน็ต โดยตั้งชื่อว่า จากพัทยาถึงกรุงเทพฯ ซึ่งเขาบรรยายว่า ผู้สื่อข่าวได้ยินมาว่า ท่ามกลางสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจที่ต่อเนื่องในช่วงหลายวันมานี้ กระทบต่อการท่องเที่ยวเมืองพัทยา และมีหลายประเทศที่ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวของตนเองที่จะเดินทางมายังประเทศไทย มีทัวร์ในประเทศกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องยกเลิกตารางการท่องเที่ยวก่อนกำหนด
เกา ลู่ ระบุว่า เขาเดินทางถึงกรุงเทพฯ และเข้าพักในโรงแรมอย่างปลอดภัย ถึงแม้จะรู้สึกตื่นเต้น แต่ทุกอย่างก็อยู่ในความเรียบร้อย มีเพียงความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปิดให้บริการ บนโต๊ะในห้องพักแขกของโรงแรมมีจดหมายพิเศษฉบับหนึ่ง มีข้อความแจ้งให้แขกที่เข้าพัก ไม่ต้องตระหนกตกใจ และเตือนให้ทุกคนมีความระมัดระวัง พนักงานโรงแรมมีการประกาศแจ้งให้แขกที่เข้าพักทราบว่า
สถานที่หลายแห่งมีผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันอยู่ จึงขอยกเลิกรายการท่องเที่ยวในบริเวณนั้น
เกา ลู่ ระบุด้วยว่า ภายในโรงแรม ได้พบกับสื่อที่มาทำข่าวจากสถานีโทรทัศน์ ฮ่องกงฟีนิกซ์ ทีวี และได้ทราบจากผู้สื่อข่าวคนนี้ว่า เส้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เข้าไปยังตัวเมืองยังไม่ถูกปิด ดูเหมือนช่วงนั้นความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ยังไม่ขยายตัวออกไปมากนัก ส่วนเส้นทางจากโรงแรมไปยังสาขาของสำนักข่าวซินหัว ในกรุงเทพฯ นั้น เกา ลู่ ระบุว่า ได้สัมผัสกับบรรยากาศการเล่นสงกรานต์ สองข้างทางมีการสาดน้ำเย็น ๆ เข้าใส่ผู้คน เด็ก ๆ
ใช้ปืนฉีดน้ำเป็นอาวุธ ยิงใส่พาหนะที่สัญจรผ่านไป-มา ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบที่อยู่ไกลออกไป ดูเหมือนจะเป็นคนละซีกโลกกันเลย
บันทึกของ เกา ลู่ ระบุว่า คืนวันที่ 12 เมษายน พวกที่ต่อต้านรัฐบาลคนหนึ่ง ที่ปิดหน้ามิดชิดมือถือไม้และโล่ห์ เดินอยู่บนถนนในบริเวณใกล้กับสถานที่ราชการ หลังจากนั้น ทหารได้ปะทะกับผู้ประท้วงเมื่อช่วงรุ่งสางของวันที่ 13 เมษายน ทำให้มีผู้บาดเจ็บประมาณ 20 คนในขณะนั้น และเนื่องมาจากรัฐบาลไทยได้ประกาศใช้ พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ทำให้เหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน
ในวันที่ 13 เมษายน ทหารไทย ยิงปืน ขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ผู้ชุมนุม และในวันเดียวกันนี้ การปะทะระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมตรงบริเวณหัวมุมถนน ทำให้มีผู้บาดเจ็บราว 68 คน
(http://news.xinhuanet.com/world/2009-04/13/content_11180152.htm)
เสนาะชงสภางดใช้ รธน.50-แนะอภิสิทธิ์ลาออก
นายเสนาะ และนางอุไรวรรณ เทียนทอง เปิดบ้านให้ประชาชนและข้าราชการเข้ารดน้ำดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่นักการเมืองมีเพียงสมาชิกพรรคเพื่อไทย นำโดยนายวิยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายเสนาะ กล่าวว่า ตามประเพณีไทยวันสงกรานต์เป็นวันของการให้อภัยซึ่งกันและกัน ดังนั้นช่วงที่บ้านเมืองวิกฤตสุดๆ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จึงขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบัลดาลให้ทุกชีวิตหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันสร้างความปรองดอง
นายเสนาะ กล่าวว่า เห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ยอมเปิดสภาฯให้มีการอภิปราย ซึ่งถือเป็นบันไดที่จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์และความสมานฉันท์ ตนจะเสนอต่อรัฐสภาให้งดใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 และขอให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ส่วนบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต้องยกเลิกทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่การนิรโทษกรรมทั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ร่วมกันปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษโดยองค์กรอิสระทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือผู้ที่ถูกตัดสินโทษทางอาญาโดยศาลเดียว
“ผมอยากเสนอให้รัฐสภามีมติงดใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ใช่เพียงแก้ไขบางมาตรา เพราะประเทศไทยไม่มีอะไรต้องปฏิรูปอีกแล้ว เราปฏิรูปมาหมดแล้วทุกอย่าง ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการสร้างความปรองดองให้คนในชาติ หากสร้างความสามัคคีไม่ได้ แม้จะยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ บ้านเมืองก็ไม่สงบ ผมจึงยืนยันให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ดึงทุกพรรคการเมืองมาร่วมเป็นรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ต้องลาออกอย่างมีเงื่อนไขเพื่อสลายทุกสี การตั้งรัฐบาลแห่งชาติพรรคประชาธิปัตย์สามารถเป็นเจ้าภาพ และไม่แน่ว่านายอภิสิทธิ์ก็อาจกลับมาเป็นนายกฯได้อีกครั้ง ” นายเสนาะกล่าว
นายเสนาะ กล่าวอีกว่า พรรคประชาราชยืนยันจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล ตามที่มีกระแสข่าวว่าอาจไปรวมกับพรรคภูมิใจไทย โดยส.ส. 9 คน ของพรรค จะยืนอยู่บนความถูกต้อง พร้อมเป็นฝ่ายค้านโดยไม่เข้าร่วมกับความไม่ถูกต้องของทั้ง 2 ฝ่าย
"ประสพสุข”ชี้แก้ ม.237ก่อนเพื่อความสมานฉันท์
ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ยังยืนยันว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขแน่นอน แต่จะเป็นประเด็นใดบ้างนั้น ต้องรอดูประเด็นจากนายกรัฐมนตรีว่า พรรคการเมืองเสนอให้แก้ไขมาตราใดบ้าง ส่วนกรณีที่ปลัดกระทรวงกลาโหมเสนอให้มีการทำประชาพิจารณ์ก่อนนั้น ต้องมีรูปแบบก่อนว่าจะทำประชาพิจารณ์เรื่องอะไร แก้มาตราใดบ้าง เพราะการจะใช้เงินทำประชาพิจารณ์อีก 2,000 ล้านบาทจะได้ผลหรือไม่ แต่ปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ต้องทำอะไรอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ควรแก้ไขคือมาตรา 237 เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกรณียุบพรรคการเมือง ส่วนประเด็นอื่นที่จะต้องตามมาอาจต้องไปแก้ในอนาคต ขณะนี้ต้องทำให้เกิดความสมานฉันท์โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่าใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดมาเป็นตัวตั้ง เพราะจะทำให้เกิดการโต้แย้ง
นายประสพสุข กล่าวว่า เรื่องนิรโทษกรรมต้องทำใช้ชัดเจนว่าเป็นความผิดทางการเมือง อย่าไปเอารวมผิดกับเรื่องอาญา ไม่เช่นนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านแย้งว่า ความผิดทางอาญาเป็นฐานมาจากการปฏิวัติจึงอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาใหม่ นายประสพสุข กล่าวว่า คงลำบาก และคงมีข้อโต้แย้งทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญติดขัด ดังนั้นต้องหาจุดที่ทุกคนหรือทุกฝ่ายยอมรับได้ เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงเรื่องความจริงใจของพรรคการเมืองที่จะฝ่าวิกฤตการเมืองหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ทุกคนน่าจริงใจ แต่คงต้องดูบรรยากาศในการประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งวันนั้นก็จะรู้ว่า ต่างฝ่ายมีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน
เมื่อถามอีกว่า ในขณะที่ภายในประเทศพยายามแก้ไขวิกฤตแต่ยังคงมีบางคนใช้สื่อต่างประเทศโจมตีรัฐบาล นายประสพสุข กล่าวว่า รัฐบาลคงจัดการอยู่แล้วและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เชื่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการดูแลเรื่องนี้อยู่ ส่วนกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในสัปดาห์หน้า นายประสพสุข กล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการดูแล ซึ่งการโจมตีเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน นั้นทางรัฐบาลก็พยายามทำให้เห็นถึงการใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน
กทม.สำรวจพบ 3 ชุมชน เผชิญม็อบเสื้อแดงเครียด
เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยหลังการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ว่า ที่ประชุมหารือถึงมาตรการเยียวยาสภาพจิตใจของประชาชนจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 8-16 เม.ย.โดยได้ทำการสำรวจสุขภาพจิตของประชาชน ใน 3 ชุมชนหลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุมได้แก่ ชุมชนเพชรบุรีซอย 7 มีจำนวน 350 คน ชุมชนแฟลตดินแดง 1-8 มีจำนวน 1,179 คน ชุมชนนางเลิ้ง มีจำนวน 2,071 คนจากการสำรวจพบว่าประชาชน กว่า 3,000 ตัวอย่าง มีประชานถึงร้อยละ 15 มีภาวะจิตใจที่ไม่สมบูรณ์ เครียดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ชุมชุนนางเลิ้งได้รับผลกระทบทางจิตใจหนักที่สุด คิดเป็นร้อยละ 20 และชุมชนดินแดงเข้มแข็งที่สุดคิดเป็น 10 % ทั้งนี้ กทม.จะเข้าไปดูแลและเยียวยาสภาพจิตใจให้กับประชาชนกลุ่มดังกล่าวทั้งหมด
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะนำผลการตรวจสุขภาพจิตเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อขอความช่วยเหลือทั้งด้านงบประมาณและเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินการสมานฉันท์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ในระยะยาวป้องกันการทำให้พี่น้องประชาชนเสียขวัญอีก ทั้งนี้หากประชาชนมีภาวะเครียดหรือจิตใจไม่ปกติจากเหตุการณ์สามารถรับคำปรึกษาสุขภาพจิตได้ที่โรงพยาบาลของกทม. อีก 9 แห่ง และโทรศัพท์ปรึกษาได้ที่สายด่วนกู้ใจ 1646 และเปิดคลินิกคลายเครียดที่ศาลาว่าการ กทม.1 และ กทม. 2 ด้วย
ส่วนการที่กล้องวงจรปิด(CCTV) ของ กทม.ที่เสียหายตรวจสอบแล้วพบว่ามีทั้งสิ้น 59 ตัว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างซ่อมแซม คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนวันที่ 24 เม.ย. ทั้งนี้ กทม.มีแผนที่จะติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติมให้ครอบคลุมเขตพื้นที่ชั้นใน และเส้นทางหลัก อีกประมาณ 1,700 ตัว ภายในเดือนส.ค. ทำให้ภายในปีนี้จะมีกล้อง CCTV มากกว่า 3,000 ตัว และภายใน 4 ปี จะติดตั้งเพิ่มอีกเป็น 20,000 ตัว จากเดิมที่กำหนดไว้ 10,000 ตัว
ด้านพญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า สำหรับมาตรการเยียวยานั้น กทม.ได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เยียวยาในส่วนของจิตใจสำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบเหตุ โดยจะจัดเจ้าหน้าที่ด้านอนามัยลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาและแนะแนวทางการฟื้นฟูสภาพจิตใจและจัดกิจกรรมให้เข้าร่วม เช่น กีฬา ดนตรี เป็นต้น จากนั้นจะเข้าสู่การฟื้นฟูสุขภาพทางกาย โดยจะมีการตรวจรักษาสุขภาพร่างกายให้กลับมาอยู่ในสภาวะปกติรวมทั้งแนะนำการออกกำลังกายให้แข็งแรง และในส่วนของครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการหารายได้ กทม.จะแนะนำอาชีพและให้เงินช่วยเหลือบางส่วนด้วย เพื่อให้สามารถเลี้ยงชีพในระยะยาวต่อไป



