ข่าว

บีโอไอพบทุนไทยหวั่นขัดแย้งกัมพูชาหันลงทุนเวียดนาม

บีโอไอพบทุนไทยหวั่นขัดแย้งกัมพูชาหันลงทุนเวียดนาม

17 มิ.ย. 2554

บีโอไอพบนักลงทุนไทยในกัมพูชา ระบุเหตุขัดแย้งชายแดนส่งผลเอกชนชะลอลงทุน ด้านสิ่งทอรายใหญ่หนีไปเวียดนามแทน วอนรัฐเข้าช่วยเหลือ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เดินทางไปสำรวจการลงทุนในกัมพูชาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยหารือกับนักธุรกิจไทยในกัมพูชาและหน่วยงานรัฐของกัมพูชา พบว่าความขัดแย้งชายแดนส่งผลต่อการทำธุรกิจของไทยในกัมพูชา 4 ส่วน คือ 1.ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนที่อยู่ห่างชายแดนได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่มีผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานที่เป็นคนไทย 2.ผู้ประกอบการไทยชะลอการลงทุน เช่น โครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลของกลุ่มมิตรผลที่ จ.อุดรมีชัย ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่คนไทยเดินทางกลับเพื่อความปลอดภัย

 3.ผู้ประกอบการไทยยกเลิกการลงทุนในกัมพูชา มีผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม 4 รายใหญ่คือ ฮงเส็งกรุ๊ป ไนซ์กรุ๊ป ไฮเทคกรุ๊ป และทองไทยการทอ โดยที่ผ่านมามีแผนตั้งโรงงานที่เมืองปอยเปตแต่สถานการณ์ความขัดแย้งทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนไปตั้งโรงงานในเวียดนามแทน 4.ผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้า ซึ่งนักธุรกิจกัมพูชาพยายามลดความเสี่ยงกรณีขาดแคลนสินค้าหากไทยปิดพรมแดนจึงหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่น เช่น เวียดนาม จีน โดยมีสินค้าที่ทดแทนสินค้าจากไทยได้ทุกประเภทและมีราคาถูกกว่า

 ทั้งนี้ บีโอไอได้หารือกับสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชาพบว่าส่วนใหญ่ต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งบริเวณชายแดนและส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับต่างๆ กับกัมพูชา รวมทั้งควรส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์มาเปิดสาขาในกัมพูชาเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าการลงทุน จากขณะนี้มีธนาคารไทยเพียง 2 แห่ง คือ กรุงไทย และไทยพาณิชย์ แต่การขอสินเชื่อยังต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันสูงทำให้ต้องกู้เงินจากไทยมาลงทุน

 นอกจากนี้ มองว่าไทยมีโอกาสการเข้าไปลงทุนในกิจการโรงสีข้าว อาหารแปรรูป สิ่งทอ รองเท้า โรงไฟฟ้า โรงแรม โดยหากได้รับส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-9 ปี รวมทั้งยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ ทั้งนี้สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชาได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ปี 2537-2553 มูลค่า 34,200 ล้านดอลลาร์ พบว่าจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่สุด 7,719 ล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ 3,894 ล้านดอลลาร์ มาเลเซีย 2,379 ล้านดอลลาร์ 1,243 ล้านดอลลาร์ และไทย 746 ล้านดอลลาร์