
วิกฤติอี.โคไลแพร่ระบาดในยุโรป(1)
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตรวจเชื้อแบคทีเรีย อี.โคไล ชนิดรุนแรง (Enterohaemorrhagic E.Coli O104) จากตัวอย่างผัก ผลไม้นำเข้าจาก ยุโรป
ว่า หลังจากที่ “ด่านอาหารและยา” ประจำสนามบินสุวรรณภูมิได้สุ่มเก็บ “อโวคาโด” และ “กะหล่ำปลี” ส่งตรวจเพาะเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลจากการตรวจเบื้องต้นพบเชื้อ “อี.โคไล” แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นเชื้อที่จะทำให้เกิดสารพิษรุนแรงหรือไม่ จะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์อีกระยะหนึ่ง
ในทางการแพทย์แล้ว การตรวจพบเชื้อ “อี.โคไล” ใน “อโวคาโด” และ “กะหล่ำปลี” ครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากโดยทั่วไปเชื้อ อี.โคไล ที่ไม่เป็นอันตรายมีหลายชนิดและเป็นเชื้อที่มีอยู่ทั่วไปในผลิตภัณฑ์การเกษตร ผัก ผลไม้ แต่ก่อนที่จะนำมารับประทานควรล้างน้ำให้สะอาดก่อนหลายๆ ครั้ง ทั้งนี้ การรับประทานผักโดยปรุงผ่านความร้อน รวมทั้งผักลวกจะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะตายเมื่อถูกความร้อน 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป
ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรีย “อี.โคไล” ชนิดร้ายแรงในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกและภาคเหนือของเยอรมนี รวมทั้ง สวีเดน ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถหาต้นเหตุที่แท้จริงของการแพร่ระบาดได้ และยังสับสนกับการหาสาเหตุว่า ทำไมเชื้อ “อี.โคไล” สายพันธุ์พิเศษนี้จึงทำให้เกิดอาการในกลุ่ม “HUS” (Hemolytic Uremic Syndrome) ที่มีผลให้ไตวาย ชัก เม็ดเลือดแดงแตก และถึงขั้นโคม่าและเสียชีวิตในที่สุด
แม้คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก แต่นายดาเนียล บาห์ร รัฐมนตรีสาธารณสุขเยอรมนี แสดงความหวังว่าจุดเลวร้ายที่สุดของการแพร่ระบาดของ “อี.โคไล” ได้ผ่านพ้นไปแล้วเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่การสืบหาแหล่งต้นตอของการแพร่ระบาด ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีความคืบหน้ามากนักและมีความเป็นไปสูงว่าที่สุดแล้วอาจไม่มีวันรู้ว่าต้นตอของเชื้ออยู่ที่ไหน ซึ่งข้อสงสัยได้วกกลับมายัง “แตงกวา” นำเข้าจาก “สเปน” อีกครั้งหนึ่ง หลังผลสอบสวนพบว่าชาว “เยอรมัน” ครอบครัวหนึ่ง ล้มป่วยหลังรับประทาน “แตงกวา” นำเข้า แต่ยังไม่ทราบว่าผักปนเปื้อนหรือผู้ป่วยทำให้ผักปนเปื้อน ขณะที่ทางการ “เยอรมัน” ยังคงเตือนให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการรับประทานผักสด เช่น มะเขือเทศ แตงกวา สลัดผัก และผักงอกจากเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ ต่อไป
“สถาบันโรเบิร์ต ค็อกซ์” ซึ่งรับผิดชอบด้านการควบคุมและป้องกันโรคติดต่อระดับชาติระบุว่า มีผู้ป่วยที่มีอาการ “HUS” ในเยอรมนีกว่า 500 คน ซึ่งโดยปกติแล้วอาการ “HUS” จะเกิดขึ้นในสัดส่วน 10% ของการติดเชื้อ “อี.โคไล” หมายความว่า ตัวเลขผู้ป่วยด้วยเชื้อ “อี.โคไล” ในเยอรมนีอาจจะสูงกว่าที่มีรายงานเพราะอาการที่ปรากฏไม่รุนแรงนัก ผลจากการแพร่ระบาดดังกล่าวทำให้เกษตรกรในเยอรมนีก็กำลังได้รับผลกระทบจากการทำลายพืชผักคิดเป็นมูลค่า 7 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ส่วนเกษตรกรในสเปนสูญเสียรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรกร คิดเป็น 286 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เพราะความกังวลของผู้บริโภค
“องค์การอนามัยโลก” ประจำ “ยุโรป” ตั้งข้อสังเกตว่าสายพันธุ์ “อี.โคไล” ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่นี้ ดูจะเป็นชนิดพิเศษที่ไม่เคยพบมาก่อน สายพันธุ์ใหม่นี้มีลักษณะที่ผิดแผกที่ทำให้ผลิตสารพิษที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ “พอล ฮันเตอร์” จากมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ที่เห็นว่าเชื้อ “อี.โคไล” ที่ระบาดใน “ยุโรป” รอบนี้อาจอันตรายกว่าสายพันธุ์ที่เคยพบก่อนหน้านี้ โดยอาจมีความแตกต่างของ “ยีน” ที่ทำให้สายพันธุ์นี้มีความรุนแรงมากขึ้น
“ดร.เจ.เกล็น มอร์ริส” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเชื้อโรค จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา มองว่า “อี.โคไล” นี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงของ “ยีน” หรือกลายพันธุ์จนทำให้แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีลักษณะที่แปลกไปจากเดิมและยากที่จะตรวจสอบโดยใช้กรรมวิธีแบบเก่าๆ และมีความวิตกว่าจะกลายพันธุ์แพร่ระบาดจากสัตว์สู่พืช
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



