ข่าว

สร้างคำ:สู่การคุมความหมาย?

สร้างคำ:สู่การคุมความหมาย?

17 มิ.ย. 2554

ได้ยินผู้มีความรู้เขาพูดกัน เลยใช้นิสัยที่ผู้เฒ่าผู้แก่สอนว่าเมื่อฟังผู้รู้เขาพูดหรือทำอะไรสักอย่างที่ดีงาม จงอย่าได้ละทิ้งมันให้ผ่านแล้วผ่านเลย เจ้าจงลัก(ขโมย)จำ ความดีงามและทรงคุณค่าเหล่านั้นไว้กับตัว เขาว่าไม่เสียหายอะไร จึงเก็บความดีงามในคำกล่าวนั้นไ

นักรัฐศาสตร์ที่ชาญฉลาดเวลาเขาครองบ้านกินเมืองนั้น เขาใช้ทฤษฎีในการสร้างมวลชนของเขาด้วยการใช้คำพูดหรือคำกล่าวที่มีความหมาย ที่อาจจะหมายถึงคำพูด คำกล่าว การสร้างคำให้ติดหูหรือเป็นการแทรกซึมในคำที่ตนเองต้องการ ผ่านสื่อ ผ่านการสนทนาหรือลงลึกในกระบวนการสร้างความชอบธรรม มีน้ำหนักโดยการตราเป็นระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่สร้างคุณหรือให้โทษได้

 จึงมานึกได้ว่าหลายสิบปีที่ผ่านมามีคำกล่าวคำหนึ่งที่ติดหูคนไทยทั่วไปว่า “คอมมิวนิสต์” คือคำที่สามารถแสดงถึง คนคิด คนร่วมหรือที่เกี่ยวข้องสารพัด ไม่เว้นแต่งานเขียน การพูดเขาเหล่านั้นถูกตราหน้าว่าเป็นพวกที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐ เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว เป็นตัวอันตรายที่มันอาจจะสร้างความเลวร้ายแก่ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนที่เข้าใกล้และของชาติบ้านเมือง ทั้งหลายคือคำว่า “คอมมิวนิสต์” ไปหมด คำกล่าวคำนี้แม้แต่ปัจจุบันมันก็ยังมีความหมายเป็นเช่นนั้น เพราะกระบวนการที่จะทำให้คำนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและศักดิ์สิทธิ์จะต้องปรากฏในข้อกฎหมาย ระเบียบในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้ด้วยที่มีทั้งคุณและมีทั้งโทษต่อกลุ่มคน หรือพวกที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่เขาจะให้ความหมายบรรลุตามที่วางเป้าประสงค์ไว้ ดังนั้นเมื่อสามารถคุมคำได้ ก็จะสามารถคุมความหมายที่ต้องการได้

 ในขณะเดียวกันยังมีหลายคำที่เกิดขึ้นในระยะหลังๆ ที่ใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่นเพลงปลุกกระแสที่บ่งบอกถึงความรักชาติแบบสุดๆ จนบางพวกที่ไม่เห็นด้วยกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่ “หนักแผ่นดิน” หรือกำลังจะบอกความหมายไปในทำนองที่ว่า “ไปตายเสียเถอะ” อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์รกบ้านรกเมืองและหนักแผ่นดินเปล่าๆ ผลออกมาจึงมีการทำร้าย ทำลาย ฆ่าสารพัดวิธีกับ  “พวกเหล่านั้น” โดยปราศจากความรู้สึกว่าเขาคือคน เป็นมนุษย์ เป็นพลเมืองของชาติบ้านเมืองเดียวกัน

 แต่มีบางคำที่ออกมาใช้แต่มันเกิดความสับสนกันเองระหว่างคำที่ต้องการให้เห็นชนชั้นในสังคมที่กล่าวว่าพวกหนึ่งเป็นพวกชนชั้นที่ถูกกระทำ ถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกเอารัดเอาเปรียบและคงจะหมายถึงคนที่ด้อยโอกาสทั้งหลายว่า “เป็นพวกไพร่” อีกพวกหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกันที่อธิบายว่าเป็นพวกที่มีโอกาส มีฐานะ มีศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป อาจหมายถึงผู้เป็นใหญ่ในแวดวงผู้มีอำนาจทั้งงานการบ้านการเมืองและการธุรกิจใหญ่โตทั้งหลายเป็น “พวกอำมาตย์” แต่เมื่อพิจารณาแล้วรู้สึกสับสนขัดกันเองอยู่ในที เพราะคนที่พูดว่าตัวเองเป็นพวกไพร่กลับใส่สูทราคาแพง อยู่ทั้งในวงการมีอำนาจครองบ้านครองเมืองอยู่จำนวนไม่น้อย และพวกที่ถูกขีดวงว่าอยู่ในขอบเขตของกลุ่มอำมาตย์ไม่เห็นกระโตกกระตากออกมาโต้ตอบมากมายนัก จะเป็นเพราะเช่นนี้หรือเปล่าที่สองคำนี้อยู่ในสังคมนี้ได้ไม่นานนักกระมัง ? จึงหาความหมายในเชิงรูปธรรมได้ไม่เต็มที่

 แต่ที่ภาคใต้เหตุของความไม่สงบที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน คำที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ว่าเป็นเรื่องที่เกิดจากการกระทำของขบวนการกู้เอกราชปาตานี มาเปลี่ยนเรียกใหม่ว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดน ต่อมาเปลี่ยนอีกเป็นขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดน จนมาเป็นโจรก่อการร้าย ต่อมาเรียกว่าโจรกระจอกและสุดท้ายมาพัฒนาเป็นโจรใต้ ? เหล่านี้คือคำที่ต้องการสื่อความหมายให้แคบลงในทัศนะของรัฐ เพื่อจะสร้างความชอบธรรมในการจัดการกับคนที่คิดไม่เหมือนหรือคิดต่างกับรัฐเท่านั้น และจะแสดงออกโดยสันติวิธี (พูดคุยสื่อสารกัน) หรือจะใช้ความรุนแรงจนถึงขั้นเดินขบวน ปิดถนน ปิดสนามบินหรืออาจจะเลยเถิดกับการใช้ความรุนแรงขั้นสุดท้ายคือการใช้อาวุธกัน ก็สุดแท้แต่เขาทั้งหลายจะถูกกล่าวหากับคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” เกือบทั้งสิ้นและความหมายของมันก็หนักหนาสาหัส ที่พลเมืองไทยบางส่วน(ส่วนใหญ่)จะคล้อยตามสื่อกระแสหลักที่เป็นปรากฏการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น หากเบื้องหน้าเบื้องหลังกลับถูกกลบเกลื่อนด้วยสารพัดกลเกมอีกสารพันจากกลไกของรัฐนั้นเอง หรือพยายามจะสื่อให้สังคมประเทศเหมือนกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช) ที่บอกกับชาวโลกว่าถ้าคุณไม่เข้าข้างฉัน (อเมริกา) แสดงว่าคุณเลือกจะอยู่กับผู้ก่อการร้ายเท่านั้น สังคมไทยยากที่จะปรองดองและสมานฉันท์ได้หากคำเหล่านั้นยังถูกใช้และมีตราเป็นกฎหมายอยู่และจะเป็นเช่นนี้อีกนานเพียงใด ?

อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
[email protected]