ข่าว

ชะลอแก่ แค่รู้ทัน แอนตี้-เอจจิ้ง

ชะลอแก่ แค่รู้ทัน แอนตี้-เอจจิ้ง

23 เม.ย. 2552

เพราะอยากให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพ โรงพยาบาลสมิติเวช ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดงาน "เฟอร์เฟค เฮลธ์ เพอร์เฟกท์ เวธ ฟอร์ เพอร์เฟกท์ ไลฟ์ (Perfect Health , Perfect Wealth for Perfect Life) และ “ครอบครัวสดใส หัวใจแข็งแรง”

 ภายในงานมีการเสวนาเรื่องการใส่ใจดูแลสุขภาพด้านต่างๆ โดยเชิญ พญ.ธิดากานต์ รัตนบรรณางกูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมผิวหนังและความงาม มาให้ความรู้โดยเฉพาะเรื่องของ แอนตี้-เอจจิ้ง ศาสตร์แขนงใหม่เกี่ยวกับทำอย่างไรให้คนแก่น้อยที่สุด และเกิดโรคที่สัมพันธ์กับการแก่ช้าที่สุด มีอายุยืนยาวที่สุดโดยที่แต่ละช่วงอายุ อยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 พญ.ธิดากานต์ เผยว่า มนุษย์สามารถอยู่ได้เป็น 100 ปีจริง แต่ต้องดูว่าทำอย่างไรถึงจะแก่อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และห่างไกลโรค สำหรับการแพทย์สมัยใหม่ ที่พูดกันว่าทำอย่างไรถึงจะชะลอความแก่ชราได้ช้าที่สุด ทำอย่างไรถึงจะตรวจพบและป้องกันโรคได้ก่อนที่จะเกิดอาการ ซึ่ง แอนตี้-เอจจิ้ง เมดดิซิน หรือเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ คือ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันดูแลสุขภาพทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสรีระร่างกาย การรับประทานอาหาร การดูแลเรื่องวิตามินและเกลือแร่  อาหารเสริมที่เหมาะกับภาวะร่างกาย หรือการดำเนินชีวิต การออกกำลังกาย  ไปจนถึงเรื่องการให้ฮอร์โมน การตรวจเช็กสุขภาพที่ครอบคลุม มากกว่าการตรวจเช็กสุขภาพทั่วไปในปัจจุบัน

 "เราจะชะลอความชราได้ด้วยการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อคือ ต้องรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ยกตัวอย่าง อาหารในหมู่แป้ง เช่น  ถ้าเราเปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ก็จะช่วยชะลอความชราได้อย่างหนึ่งแล้ว เพราะข้าวขาวและข้าวกล้องปริมาณ 1 ทัพพีเท่ากัน จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นแตกต่างกัน อีกทั้งข้าวกล้องจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดช้ากว่า ทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นช้ากว่า กระตุ้นให้อินซูลินถูกหลั่งออกมาน้อยกว่า นอกจากนี้ข้าวกล้องยังมีวิตามินบีและโฟเลต ซึ่งช่วยการทำงานของระบบประสาทและช่วยในการเผาผลาญพลังงาน ทำให้เราแก่ช้าลงและก็ไม่อ้วนด้วย" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมผิวหนังและความงาม กล่าว

 ส่วนอาหารในหมู่โปรตีนคุณหมอคนเก่งเสริมว่า ควรเลือกรับประทานโปรตีนที่ดี หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว แล้วหันมารับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสีขาวแทนเช่น เนื้อไก่หรือเนื้อปลาซึ่งมีไขมันน้อยกว่า หรือในกรณีที่ทานมังสวิรัติก็ให้เลือกกินเป็นพวกเต้าหู้แทน ส่วนการกินอาหารในหมู่ของผักและผลไม้ แนะนำให้เริ่มต้นที่ผักผลไม้หลากสีหลากหลายชนิด อย่ารับประทานเพียงอย่างเดียว เพราะในผักผลไม้แต่ละสีจะมีวิตามิน หรือสารต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกันไป

 นอกจากการดูแลตัวเองในเรื่องอาหาร การออกกำลังกายแล้ว การตรวจเช็กสุขภาพเพื่อดูระดับของตัวอนุมูลอิสระ หรือตรวจระดับสารต้านอนุมูลอิสระก็เป็นสิ่งจำเป็น นักวิทยาศาสตร์พบว่าการสะสมของอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้น น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความชราและการเกิดโรคที่สัมพันธ์กับความชรา ไม่ว่าจะเป็น โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ โรคข้อเสื่อม ต้อกระจก ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ไปจนถึงความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ดังนั้นควรทำให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกายน้อยที่สุด เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา หลีกเลี่ยงมลพิษในอากาศ  และกินอาหารที่ช่วยเสริมสร้างสารต้านอนุมูลอิสระให้มากที่สุด" พญ.ธิดากานต์ กล่าวทิ้งท้าย