
แนะกนง.ชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย"โฆสิต"ชี้ใกล้ภาวะปกติ-รับ"เงินเฟ้อ-ศก.นอก"ยังเสี่ยง
"โฆสิต" มองปีนี้เศรษฐกิจไทยโตได้ 4% ครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจต่างประเทศ เบรก กนง.ไม่ต้องรีบร้อนขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย มองใกล้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ด้านไทยพาณิชย์ห่วงปัจจัยนอกบ้านมากกว่าการเมืองไทย
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 4% โดยมีภาคเอกชนทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ได้แก่ ภาวะเงินเฟ้อและปัจจัยจากต่างประเทศ ที่เศรษฐกิจของหลายประเทศได้ชะลอตัวลงแต่ไม่มีผลโดยตรงกับประเทศไทยมากนัก ส่วนสถานการณ์การเมืองภายในประเทศและแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มองว่าเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น จะเป็นแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยยังมีทิศทางเป็นขาขึ้น แต่ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้งที่มีการประชุมนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 เป็นต้นมา จนดอกเบี้ยนโยบายใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งการประชุม กนง.จากนี้ไป ควรชะลอขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เวลาที่ภาคธุรกิจปรับตัวเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อการดำเนินธุรกิจ
ขณะที่นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีมองว่ายังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หากเลือกตั้งสงบ ปัจจัยภายนอกประเทศไม่รุนแรง โดยเฉพาะปัญหาของประเทศกรีซ จึงคาดว่าจีดีพีปีนี้น่าจะโตได้มากกว่า 4-5% โดยสัญญาณของเศรษฐกิจนั้น เริ่มดีมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา จะเห็นได้จากยอดการส่งออกของไทยก็ดี ยอดขายของผู้ประกอบการต่างๆ ก็ดีตามไปด้วย ทำให้ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบสินเชื่อได้ปรับตัวลดลงอย่างมาก ก็เป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นนั่นเอง
“ตอนนี้ห่วงอย่างเดียวคือปัจจัยภายนอกประเทศ กลัวจะมีผลกระทบต่อไทย ส่วนปัจจัยการเมืองก็หวังว่า หลังเลือกตั้งแล้ว ประเทศก็จะได้รุ่งเรือง เศรษฐกิจไม่น่าเป็นห่วงเพราะปัจจุบันดีอยู่แล้ว” นางกรรณิกากล่าว
ส่วนปัจจัยดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นนั้น ยอมรับว่าส่งผลต่อต้นทุนที่เพิ่ม แต่ในด้านของผู้ประกอบการกลับมองว่าไม่ใช่ประเด็น เพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องการเห็นคือ ขายของได้ และที่ผ่านมาเอสเอ็มอีก็ขายของได้ มีเงินมาชำระคืนเงินกู้ ชำระดอกเบี้ย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มากกว่าที่เอสเอ็มอีต้องการ และที่สำคัญในขณะนี้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนแล้ว
ด้านนางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกรณีที่กรีซ ถูกทางบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงเหลือระดับ CCC ซึ่งเครดิตที่ถูกปรับลดลงดังกล่าวยังกระทบต่อภาพรวมตลาดการเงินโลกด้วย



