
จี้รัฐบาลวางนโยบายรับวิกฤติโลกร้อน
"สุวิทย์" จี้รัฐวางนโยบายรับโลกร้อย เผยผลวิจัยเอดีบี จีดีพีไทยอาจลดฮวบ 6% ปริมาณข้าวหายไป 50% ด้านมิตรผลแนะดึงที่นานอกชลประทาน 20 ล้านไร่ปลูกพืชพลังงาน
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการสถาบัน SIGA กล่าวในงานสัมมนา "วิกฤติพืชอาหาร บนกระแสพลังงานทางเลือก" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ว่าประเทศไทยยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนและการบริหารจัดการในการรองรับกับภาวะโลกร้อน โดยผลวิจัยของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี พบว่าประเทศผู้ผลิตอาหารบริเวณเส้นศูนย์สูตร อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย อาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะโลกร้อนสูงที่สุด ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เฉลี่ยลดลง 2%
ทั้งนี้ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จีดีพีอาจลดลงถึง 5-6% ส่วนผลผลิตข้าวอาจหายไปถึง 50% เพราะภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดอุทกภัย และภัยแล้งจนทำให้พื้นที่เกษตรเสียหายมากขึ้น
"ผลกระทบเหล่านี้ไทยสามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยรัฐบาลจะต้องเริ่มมีนโยบายระยะยาวที่ชัดเจนในการรับผลกระทบที่เกิดขึ้น กระทรวงที่เกี่ยวข้องต่างๆ และภาคเอกชนจะต้องลงมาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่หากยังละเลยอยู่ก็อาจจะทำให้ไทยต้องเปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตอาหารและพลังงานทดแทน ไปสู่ประเทศผู้นำเข้าอาหาร จนเกิดการแย่งชิงอาหารและพลังงานขึ้นได้" นายสุวิทย์กล่าว
นายประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพโทรกรีน จำกัด ในกลุ่มน้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า ทางออกของการแย่งชิงพื้นที่ระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงานของไทยนั้น รัฐบาลควรจะจัดสรรที่ดินให้เหมาะกับพืชที่จะเพาะปลูก โดยควรสนับสนุนให้นำที่นาในพื้นที่ดอน หรือพื้นที่นอกชลประทานมาปลูกพืชพลังงานที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะในพื้นที่นาเหล่านี้ได้ผลผลิตเพียงไร่ละ 1,000 บาทต่อปี แต่ถ้านำมาปลูกอ้อย หรือมันสำปะหลังที่ต้องการน้ำน้อยกว่า จะให้ผลผลิตมีมูลค่ามากกว่า 32,000 บาทต่อไร่ต่อปีอย่างแน่นอน ซึ่งที่ดินที่เข้าข่ายนี้ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 20 ล้านไร่ ซึ่งจะลดการแย่งชิงการปลูกพืชพลังงานกับอาหารได้ดีที่สุด
นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทานให้มากที่สุด เพราะที่ใดน้ำไปถึง ผลผลิตต่อไร่ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน



