ข่าว

ว่าด้วยความแปลกแยกของการเลือกตั้ง

ว่าด้วยความแปลกแยกของการเลือกตั้ง

16 มิ.ย. 2554

ขณะที่สถานการณ์การเลือกตั้งงวดเข้าทุกขณะ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่โพลล์การเลือกตั้งเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

 ที่แปลกประหลาดและน่าสนใจก็คือ โพลล์แต่ละสำนักที่เป็นสถาบันการศึกษานั้นออกมาคล้ายๆ กัน ต่างจากโพลล์ราคาคุยของนักการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่ไม่ชนะในโพลล์จริง

 แน่นอนว่าในการทำโพลล์แต่ละครั้งย่อมสามารถมีข้อผิดพลาดได้ แต่ถ้าโพลล์ไปในทิศทางแบบนี้ก็น่าสนใจอยู่ และที่สำคัญมากที่สุดในโพลล์รอบนี้ก็คือเรื่องของจำนวนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครนั้นมีน้อยลงเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์

 ความสำคัญของโพลล์อยู่ตรงนั้นแหละครับ เพราะเชื่อกันว่าผลโพลล์มีผลต่อการตัดสินใจเลือกของคนที่ยังไม่ตัดสินใจ แต่ในกรณีของสังคมไทยนั้น อาจเป็นไปได้อีกหลายกรณี อาทิ คนไม่ไว้ใจคนถาม ดังนั้นจึงไม่ยอมบอก หรือเขาอาจจะไม่ไปเลือกตั้งเลยก็ได้

 ดังนั้นบรรยากาศ "แต้มไหล" อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงสุดท้าย และถ้าเกิดบรรยากาศแต้มไหลขึ้นจริงๆ (สำนวนไทยรัฐมากๆ) ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะว่าการเกิดภาวะแต้มไหล (หรือต่อให้ไม่ไหล) กับเกิดควบคู่ไปกับเรื่องของ "ความแปลกแยก" ที่มีต่อการเมืองของคนหลายฝ่าย

 ความแปลกแยกในแง่นี้หมายถึงสภาวะที่เราไม่รู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสภาวะทางการเมืองที่เกิดรอบตัว
 อาทิ ฝ่ายที่เชื่อว่าจะชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้

 และฝ่ายที่รู้สึกว่าแต้มไม่ไหล ก็ดูจะมั่นอกมั่นใจว่าแม้จะแพ้ หรือไม่ได้ที่หนึ่งก็น่าจะตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งถ้าจริงก็ยังตอบคำถามไม่ได้ว่าตกลงการเลือกตั้งนั้นมีนัยความหมายอะไรมากนัก ถ้ารู้ก็รู้ว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ตัวชี้ขาดการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ แต่กลับไปใช้วาทกรรมใหม่ที่เรียกว่า "ชนะในรัฐสภา" แทน

 ประเด็นอยู่ที่ "ชนะในสภา" หรือประเด็นอยู่ที่การชี้ให้เห็นว่า รัฐสภามีไว้เล่นเกมต่อรองอำนาจ? เพราะชนะในสภานั้นมีความหมายที่ค่อยข้างเสี่ยง เพราะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอำนาจหลุดลอยไปจากมือของเขาเช่นกัน

 ในอีกมิติหนึ่ง ฝ่ายที่คิดว่าไม่ชนะในการเลือกตั้ง แต่จะชนะในสภานั้น ลึกๆ ก็รู้สึกแปลกแยกเช่นกัน โดยเฉพาะความรู้สึกแปลกแยกระหว่างนักการเมืองในพื้นที่กับระดับนำของพรรค เพราะนักการเมืองในแต่ละพื้นที่นั้น จะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ชาวบ้านเขาก็ทนได้ในระดับหนึ่ง เพราะเขารู้สึกว่าเดี๋ยวก็มีการเปลี่ยนแปลง

 จะด่าเรื่องหัวคะแนนซื้อเสียง ระบบอุปถัมภ์ หรือเจ้าพ่อยังไง พวกนี้ก็มีอำนาจทางการไม่ได้ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง

 อย่าลืมว่าเมื่อมีการทำรัฐประหาร สภาระดับชาติไม่ได้เลือกตัวแทนทุกเขตเข้าไป และในขณะเดียวกันก็ฝืนความต่อเนื่องของการปกครองและการเมืองในระดับท้องถิ่นไม่ได้

 ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าชนะในสภาแล้วนักการเมืองในพื้นที่ต้องเผชิญปัญหากับความเกลียดชังของประชาชนเข้าไปอีก ความแปลกแยกก็จะมีมากขึ้น

 ในอนาคต ทางออกทางหนึ่งของการแก้การแปลกแยกในการเลือกตั้งก็คือ การทำให้การเลือกตั้งนั้นมีทั้งส่วนของการเลือกพรรค-ผู้แทน แต่มีอีกส่วนที่ให้กลายเป็นประชามติไปเลย ควบคู่กันไป เรื่องไหนเป็นนโยบายระดับโครงการก็ให้พรรคเสนอไป ส่วนเรื่องที่ต้องการบังคับให้นักการเมืองทุกพรรคทำก็ระบุไปเลย เช่นเรื่องการปรองดอง เรื่องนโยบายการศึกษา เรื่องนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจจะเป็นทางออกเล็กๆ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ครับ