
มาร์คย้ำศก.ไทยยั่งยืนประชาชนเข้มแข็ง
"อภิสิทธิ์"ย้ำศก.เข้มแข็ง-มั่นคง-ยั่งยืน ประชาชนเข้มแข็ง ต้องมีเศรษฐกิจที่มั่นคง แข่งขันได้ และมีความเป็นธรรมเสมอภาค สวนนโยบาย เพื่อไทย เรื่องเขตปกครองพิเศษ คนใต้ไม่เอา ชี้เป็นแค่สัญลักษณ์แก้ไขปัญหาไม่ได้ เชื่อไม่ดึงคะแนนพื้นที่ภาคใต้ ชู ปชป.ให้อำนาจท้
(15มิ.ย.) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาขีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ นายเกียรติ สิทธีอามร ผู้แทนการค้าไทย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้อำนวยการเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาพบปะหารือและชี้ แจงนโยบายและทิศทางการดำเนิ นงานทางด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ กับหอการค้าไทยและสภาหอการกค้าแห่งประเทศไทย โดยมีนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการและกรรมการ ร่วมรับฟังการชี้แจง
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า 1. เราต้องการให้เศรษฐกิจ เราต้องสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง มีเสถียรภาพมั่นคง โดยนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำไปใช้ จะต้องอาศัยในเรื่องของการเงิน การคลัง ในระยะยาวได้ ไม่เช่นนั้นก็จะประสบกับความสำบาก ความผันผวน ปั่นป่วนของเศรษฐกิจมหภาค 2. ประชาชนต้องมีความเข็มแข็ง เพราะขณะนี้ประชาชนมีความลำบากมาก อันมีผลมาจากการเพิ่มรายได้และการลดภาระ เราจึงมองหาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพในด้านนี้ โดยทางด้านภาคธุรกิจเราต้องมีการเตรียมการเป็นพิเศษในการเพิ่มค่าแรง อย่างไรก็ตาม แผนของพรรคประชาธิปัตย์มีการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน 3. เราต้องดูธุรกิจหลักของประเทศในความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร โดยเราจะสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมาสร้างความมั่นคงให้กับประเทศและชาวโลก ดังนั้น การประกันรายได้จึงมีความสำคัญมาก 4. ในส่วนของด้านการบริการและการท่องเที่ยว โดยในแต่ละภาคพรรคประชาธิปัตย์ได้มีนโยบายรองรับและเพิ่มศักยภาพในการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภาคใต้ที่การท่องเที่ยวมีความสำคัญมากที่สุด เราจะไม่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เรือน้ำมัน เข้ามาอยู่ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวเด็ดขาด ส่วนในภาคตะวันออกเราจะพัฒนาภาคตะวันนอกให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ เมืองท่า แหลมฉบัง มาบตาพุด ที่จะเป็นหัวใจกับการที่จะเป็นประตูสู่อาเซียน
“การที่เราจะมีเศรษฐกิจเข้มแข็ง ธุรกิจเข้มแข็ง ประชาชนเข้มแข็งได้ เราจะต้องมีเศรษฐกิจที่มั่นคง แข่งขันได้ และมีความเป็นธรรมเสมอภาค ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ข้อเสนอของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในเชิงนโยบาย ที่จะเน้นให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยั่งยืน ไม่ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใด หอการไทยขอให้มีการดำเนินยุทธศาสตร์ใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1. การต่อต้านเรื่องคอรัปชั่น เพราะเป็นปัญหาพื้นฐานที่เป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะมีหน่วยงานที่มีอำนาจหลักในการดูแลและป้องกันปราบปรามการคอรัปชั่น การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ การปลุกจิตสำนึกทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และชุมชนต่างๆ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบขั้นตอนของภาครัฐให้ชัดเจน 2. การลดความเลื่อมล้ำที่เราจะดำเนินการใน 2 ประเด็นหลัก 1. การเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ได้แก่กลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน 2. การปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นโยบายด้านราคาสินค้า นโยบายส่งเสริมการลงทุน และสังคม
สวนนโยบายพท.เรื่องเขตปกครองพิเศษคนใต้ไม่เอา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย พูดนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้มีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย ว่า คือนโยบายต้องมีการกระจายอำนาจ คนในพื้นที่มีส่วนรวมมากยิ่งขึ้น เป็นทิศทางที่เราเดินหน้ามาตลอด โครงสร้างของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.)ใหม่ก็มีสภาที่ปรึกษาที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน และแผนต่อไป คือองค์กรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล ก็ต้องได้รับอำนาจมากขึ้น ถ้าเขาตกลงกันเองกันในการยุบรวม หรือข้อเสนอของคนในพื้นที่ ก็จะมีการพิจารณา แต่การกระโดดไปเป็นรูปแบบทันที อย่างเมื่อพัทยานั้น อบต. เทศบาล อบจ. จะหายไปทันที เพราะเป็นแนวทางการทำองค์ปกครองถิ่นรูปแบบพิเศษ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนสันนิฐานว่าองค์นี้จะตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี คนที่อยู่เบตง อยู่ที่สุไงโกลก จากเดิมที่เคยมี อบต. เทศบาล อบจ. ที่ค่อนข้างใกล้พื้นที่ของตัวเอง ต่อไปก็ขึ้นอยู่ที่ปัตตานีหมด ตนยังมองไม่เห็นว่าจะไปตอบโจทย์ ของการที่จะให้แต่ละคนได้รับการดู และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร มันเป็นเพียงการพูดในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่จะเป็นการตอบชีวิตจริง
เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จะตอบโจทย์อย่างไร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อบต. เทศบาล อบจ. จะมีอำนาจมากขึ้น เขามีช่องทางพิเศษ ในการนำเสนอนโยบายผ่านสภาที่ปรึกษาตามโครงสร้าง ศอ.บต. ใหม่ และก็จะมีโครงการที่จะนำเสนอได้ผ่านกลไกของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เราดำเนินการกันอยู่ และเราก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อเหตุการณ์คลี่คลายได้ เราก็สามารถยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่นที่ แม่ลาน และใน 4 อำเภอจังหวัดสงขลาได้ และเราก็ไม่ย้อนกลับไป ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ยอมรับว่าทำผิดพลาด
เมื่อถามว่า เขตปกครองพิเศษที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดถึงจะมีการนำเอานิคมอุตสาหกรรม เรื่องการพัฒนาพื้นที่ และเรื่องของน้ำมัน ทางพรรคประชาธิปัตย์จะชูเรื่องอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ชูการทำเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งโครงการที่เราทำขณะนี้ที่ เช่น โครงการพัฒนาชุมชนสันติสุขตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(พนพ)หลายพื้นที่ประสบความสำเร็จมาก เพราะการเสนอในพื้นที่เอง อยากไปคิดแทนเขา เพราะบางทีการเอาอุตสาหกรรมบางอย่างเข้าไป จะกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งของคนในพื้นที่ อย่างเช่น อุตสาหกรรม ปิโตรลียม ก็ต้องไปฟังประชาชนในพื้นที่ จ.ปัตตานีด้วย อย่างนี้เป็นสิ่งที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อถามว่า ทางพรรคพูดเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะไปอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ตรงนี้มีแนวทางอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ก็มีกฎหมายทดลองนำร่องที่ แม่สอด จังหวัดตาก เพราะที่แม่สอด มีทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และรูปแบบการปกครองพิเศษ ซึ่งเป็นวิธีการเขียนกฎหมายใหม่ ที่มีพระราชกฤษฎีกาออกมาแล้ว เราก็จะเดินหน้าเสนอกฎหมายนั้น และถ้าเป็นรูปแบบที่เห็นได้ชัด ก็กฎหมายอื่นจะทำในพื้นที่อื่น รวมทั้ง พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดน และ 3 จังหวัดชายแดนใต้
เมื่อถามว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ดูสวยหรู หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนในพื้นที่รู้ เพราะการจัดดีเบตในหลายเวทีที่ผ่านมา ที่มีเรื่องของ 3 จังหวัดภาคใต้ พอเขาได้รับรู้ว่าเสียการลงคะแนน อบต. อบจ. เทศบาล ทั้งหลาย แปลว่าต่อไปนี้หน่วยงานที่จะมาดูแลเขาอยู่ไกลจากเขาไปอีก แทนที่จะใกล้เขา ก็เป็นสิ่งที่เขามีความกังวลอยู่เหมือนกัน
“การเสนอเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทยนั้น ผมไม่กลัวว่าจะเป็นการดึงคะแนนในส่วนของภาคใต้ เพราะอย่างการโฆษณา เรื่องอุตสาหกรรมหนักเราไม่เอา เพราะคนภาคใต้ควรที่มีแหล่งท่องเที่ยว และมีหลักประกัน ว่าจะไม่เจอกับความเสี่ยงที่ทรัพย์สินถูกทำลาย ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติ หรืออะไรก็ตามจากการมีปิโตรเคมีหรืออุตสาหกรรมหนักเข้าไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ที่คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิเสธ พรรคไทยรักไทย คิดว่าจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนตอบยาก ต้องให้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นคนตอบ แต่ก็ชัดเจนในปี 2548 เป็นการปฎิเสธแนวทางการแก้ปัญหา ที่นำมาสู่ เครือเซะ ตากใบ อย่างชัดเจน เมื่อถามว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณคิดแล้วพรรคเพื่อไทยทำ จะมีอะไรที่แตกต่างในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนตอบแทนไม่ได้ เพราะว่า ต้องไปถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณคิดอะไร
ชี้หอการค้าแนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาคอรัปชั่น
เมื่อเวลา 14.20 น. ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมพูดคุยกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า นอกเหนือจากการรับฟังข้อเสนอของทางหอการค้าไทย ซึ่งบังเอิญว่าข้อเสนอต่างๆ นั้นตรงกับงานที่เราได้เริ่มต้นทำมาด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องของการต่อต้านการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งทางภาคเอกชนในวันนี้ได้มีการตื่นตัวขึ้นมามากและได้มีการรณรงค์กันต่อเนื่องกับที่เราได้ลงนามกันทั้ง 3 ฝ่าย คือกับทางรัฐบาลและทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรงนี้ก็แลกเปลี่ยนเพื่อเดินหน้าต่อกันอย่างเต็มที่ อาศัยการทำงานร่วมกันทั้งในแง่ของการแสดงเจตนารมย์ของภาคเอกชน ปรับปรุงระบบการปราบปราม การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่น ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ทำอยู่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่ 2 คือเรื่องของปัญหาความเลื่อมล้ำ ซึ่งทางหอการค้าไทยได้ไปทำโครงการ เช่น 1 ไร่ 1 แสน จะเป็นแนวทางซึ่งตรงกับหัวใจของนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องของเกษตรกรกับแรงงานว่าจำเป็นว่าจะต้องมีการเพิ่มรายได้ และที่ต้องพูดกันมากเป็นพิเศษ คืออนาคตของเกษตรกรไทย ซึ่งตนขอยืนยันว่านโยบายเรื่องการประกันรายได้นั้น นอกเหนือจะเป็นนโยบายที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของเกษตรกรหลายล้านครัวเรือน ยังเป็นนโยบายที่จะเอื้อต่อการเติบโตของภาคการเกษตร และขณะนี้พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย ประกาศว่าจะยกเลิกและกลับไปใช้นโยบายการจำนำ จะสร้างความเสี่ยงอย่างมาก ไม่ใช่เฉพาะสำหรับเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่เคยได้ประโยชน์จากโครงการการจำนำ แต่ว่าอนาคตของการเกษตร คือ 1. จะทำให้มีปัญหาในเรื่องของต้นทุนข้าวไทยที่จะสูงมาก แข่งขันไม่ได้ เพราะจะรับซื้อในราคาที่แพงมาก ในขณะที่โครงการประกันรายได้ไม่ไปแตะเรื่องราคาซื้อขายในตลาด 2. จะไม่สามารถป้องกันการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านได้เลย 3. จะมีการทุจริต คอรัปชั่นในทุกขั้นตอนได้ง่าย และ 4. ระบบการค้าขาย พืชผลทางการเกษตรจะถูกทำลายไปอีกครั้งหนึ่ง เพราะรัฐบาลจะกลายเป็นผู้ผูกขาดในวงจรของการค้าสินค้าการเกษตร เช่น ข้าว และโรงสีที่จะอยู่ได้นั้น จะเป็นโรงสีที่จะต้องไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งอาจจะไม่โปร่งใส เพราะในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
“นี่จึงเป็นความแตกต่างสำคัญจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงมากในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองว่าที่จะเดินหน้านโยบายด้านการเกษตร และเศรษฐกิจอย่างไร เช่นเดียวกับเรื่องแรงงานค่าจ้างที่จะเพิ่มขึ้น เราพูดกับทางภาคธุรกิจอย่างชัดเจนว่าต้องทำค่อยเป็นค่อยไป 2 ปี แล้วจะต้องมาพร้อมกับมาตรการที่เกี่ยวข้องโยงไปถึงเรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและการลดต้นทุนทางด้านต่างๆ ไม่ใช่ขึ้นทันที และเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้อยู่ไม่ได้และมีการปลดคนออกจากงาน ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงว่าทางหอการค้าไทยก็เห็นด้วยว่านโยบายของทางพรรคเพื่อไทยจะเกิดความสูญเสีย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการที่ได้แลกเปลี่ยนกัน มีผู้แทนอย่างน้อย 3 - 4 ท่านที่อภิปรายก็พูดตรงกันว่าความเสียหายจากโครงการจำนำคืออะไร แล้วทำไมนโยบายการประกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องสำหรับอนาคตจะต้องปรับปรุงบ้าง นอกจากนั้นยังมีปัญหาด้วยบ้างว่านโยบายจำนำแบบที่เสนอกันอยู่จะขัดกับกฎระเบียบของการค้าโลกด้วย
เมื่อถามว่า ถ้าทางหอการค้าไทยเห็นว่าเป็นนโยบายที่สุ่มเสียงต่อประเทศขนาดนั้น ทำไมไม่ทำหนังสือถึงพรรคการเมืองนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สมาคมที่เกี่ยวข้องโดยตรง ตนก็เห็นว่าเขาให้ข่าวอยู่ ตนก็บอกว่าความจริงก็ไม่ต้องพูดถึงพรรคก็ได้ ให้พูดถึงนโยบายเปรียบเทียบกันให้เห็นเลยว่านโยบายจำนำมีผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ นโยบายประกันรายได้มีผลกระทบอะไรต่อธุรกิจ ที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะมีบรรดาโรงสี ซึ่งเข้าโครงการจำนำได้ ที่จะพอใจโครงการจำนำ แต่ถ้าหากพูดถึงเกษตร พูดถึงคนที่ค้าขายข้าว คนที่มองอนาคตของข้าวไทย ตนยืนยันว่านโยบายการประกันรายได้เป็นนโยบายที่ถูกต้อง
เมื่อถามว่า พอออกมานโยบายมาเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยจะโจมตีหรือไม่ว่าทางหอการค้าไทยมาเข้าข้างพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่าไม่ต้องพูดถึงพรรคก็ได้พูดถึงว่านโยบายว่ากันตามเนื้อผ้า อย่าลืมว่าขณะนี้การนำเสนอนโยบายต่างๆ ตนดูตามที่ นายกรณ์ จาติกวินิช รมว . คลังและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวานนี้ก็มีความชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายรวมกันแล้วจะขาดดุลงบประมาณต้องสองล้านล้านบาท นี่ยังไม่นับที่กำลังจะเสนอใหม่ เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน ไม่เช่นนั้นแล้วการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนอาจไม่ทราบผลกระทบที่ตามมา



