
ตำรวจกับการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
กระแสความสนใจของสังคมในปัจจุบันเกาะติดอยู่กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ บรรยากาศทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาทำให้ประชาชนตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าในอดีต
เช่น การร่วมรับรู้รับฟังนโยบายของพรรคการเมือง การวิพากษ์วิจารณ์ การพูดคุยถกเถียงโต้แย้งระหว่างกัน หากผู้สนทนาแลกเปลี่ยนคอเดียวกัน บรรยากาศของการสนทนาแลกเปลี่ยนก็จะเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีความสุขและเร้าใจ แต่บ่อยครั้งที่พบว่า ความไม่ลงรอยทางความคิดเห็นและอุดมการณ์ทางการเมืองนำมาซึ่งความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงต่อกัน เข้าทำนองซึมซับรับเอาความเป็นพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ในเนื้อในตัวจนเกิดอคติความลำเอียงและรู้สึกทนไม่ได้หากจะมีใครคนหนึ่งคนใดมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งแตกต่าง ลักษณะเช่นนี้เป็นภาพสะท้อนของบรรยากาศประชาธิปไตยแบบบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องหันกลับมาทบทวนสำนึกความเป็นประชาธิปไตยของตนเองก่อนที่จะทำหน้าที่ “เลือก” คนดีเข้าสภา รวมถึงการเคารพกติกาและกระบวนการของระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้สังคมไทยสามารถพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้
ตำรวจถูกคาดหวังให้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมบรรยากาศทางการเมืองในสังคมไทยให้เป็นไปในรูปแบบของการเคารพกติกา และมีความเป็นประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนการแข่งขันของผู้สมัครที่จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง และดูเหมือนว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง? หากพิจารณาจาก “ภาพที่ปรากฏ” ต่อสายตา เช่น ผู้นำระดับสูงเป็นประธานศูนย์ฯ และเป็นประธานในการประชุม (ที่จัดขึ้นทุกวัน) โดยตำรวจหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศจะต้องเข้าร่วมประชุมทางไกลที่จัดขึ้นทุกๆ วันนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ดูเสมือนว่าทุกลมหายใจเข้าออกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทยในห้วงเวลานี้คือ การสร้างความยุติธรรมทางการเมืองให้เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมสงบสุข ถ้อยคำที่ถูกนำเสนอ (กำชับ) ผ่านที่ประชุมคือ “ตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง” ทำให้ดูประหนึ่งจะเพิ่มการตอกย้ำสร้างความจริงให้คนนอกเห็นความจริงจัง จริงใจของตำรวจในการวางตัวให้เป็นกลาง
แต่ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหลายเหล่านี้เป็นได้แค่เพียงภาพลวงตาหรือมายาคติเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วตำรวจไทยปฏิบัติงานอยู่ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมการเมืองที่ไม่สามารถที่จะวางตัวเป็นกลางได้เลย (จริงๆ) เช่นเดียวกับผู้คนอื่นๆ ทุกอาชีพ ทุกหมู่เหล่าในสังคมที่ล้วนมีจุดยืน ตำแหน่งแห่งที่ของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตนเองเลือกทั้งสิ้น หากแต่ตำรวจสามารถแยกแยะอุดมการณ์ทางการเมืองของตนกับการปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีได้หรือไม่? ในเมื่อการได้มาซึ่งตำแหน่ง อำนาจ หน้าที่ (ลาภ ยศ วาสนา ฯลฯ) ของตำรวจในทุกวันนี้ตกอยู่ในโควตาของนักการเมืองและผู้มีอำนาจนอกวงการตำรวจแทบทั้งสิ้น
หากเปรียบเทียบว่าเราไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมืองที่ทุจริต คอรัปชั่นได้ เช่นเดียวกับหากไม่สามารถจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพรรคการเมืองได้เลย จะด่วนสรุปว่าไม่มีนักการเมืองทุจริตและไม่มีตำรวจที่ไม่วางตัวเป็นกลางได้หรือไม่? ในเมื่อการได้ดิบได้มาจากการที่เป็นคนของ (พรรค) ใครมากกว่าการปฏิบัติงานในบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ การปฏิบัติการเพื่อตอบแทนบุญคุณและการแสดงความเป็นพรรคพวกที่ภักดีจึงเป็นสิ่งที่ตำรวจเลือกที่จะกระทำ โดยปฏิบัติการเลือกข้างนี้ได้ถูกพัฒนากลวิธีอย่างแนบเนียนสร้างภาพลวงตาที่ทำให้ดูเหมือนว่าตำรวจเป็นกลางแล้ว การตรวจสอบภาวะความเป็นกลางของผู้บังคับบัญชาที่ไม่เป็นกลางแต่เป็นพรรคพวกเดียวกัน โดยมุ่งเน้นที่จะตรวจสอบความเป็นกลางของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่การวางกำลังที่จะตรวจสอบน้อยจนไม่สามารถที่จะทำการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพในบางพื้นที่ เป็นตัวอย่างหนึ่งของปฏิบัติการของการวางตัวไม่เป็นกลางที่แนบเนียน
เมื่อเป็นเช่นนี้การตั้งคำถามว่าตำรวจจะสามารถวางตัวเป็นกลางตามคำสั่งและการกำชับของหน่วยเหนือได้หรือไม่? จึงเป็นคำถามที่มิควรตั้งคำถาม หากแต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมจึงมีการสั่งกำชับให้ตำรวจวางตัวเป็นกลาง ทั้งๆ ที่ผู้สั่งเองย่อมรู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้?
ดังนั้นหากสังคมคาดหวังให้ตำรวจไทยวางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริงต้องร่วมกันต่อสู้ เรียกร้องให้การให้คุณให้โทษแก่ตำรวจหลุดพ้นจากเงื้อมมือและการครอบงำทางการเมือง หากปล่อยให้การบริหารงานตำรวจยังดำรงอยู่ในเบ้าหลอมทางการเมืองน้ำเน่าเช่นนี้ ประชาชนคนไทยไม่มีวันที่จะได้ตำรวจของประชาชน หรือโรงพักเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง...ทุกสิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



