
ละครการเมือง
เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งย่อมมีความปรวนแปรและเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาชนิดที่คอการเมืองคงต้องจ้องกันตาแทบไม่กะพริบทีเดียว เพราะแต่ละพรรคก็ต่างงัดกลยุทธ์และเคล็ดวิชานานาชนิดมาขับเคี่ยวกับคู่แข่งอย่างสุดฝีมือ
ถึงแม้ตอนนี้จะมีกระแสเสียงว่าพรรคนั้นพรรคนี้มีคะแนนนำ แต่โดนรูปการแล้วคงไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้แทน ซึ่งแนวโน้มในการตั้งรัฐบาลผสมของพรรคใหญ่ 1 พรรค กับพรรคเล็ก 2-3 พรรคจึงมีทางเป็นไปได้อย่างสูง แต่พรรคใดจะเป็นแกนนำ และจะใช้สูตรผสมอย่างไร หรือจะมีความพลิกผันอย่างอื่นเกิดขึ้นหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป
ผมเขียนคอลัมน์นี้หลังกลับจากออกไปธุระข้างนอก ระหว่างที่รอทำธุระก็นั่งดูละครโทรทัศน์ที่สถานที่แห่งนั้นเปิดให้ผู้มาติดต่อชมเพื่อฆ่าเวลา และในช่วงเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนั้น ก็พบว่าโลกของละครโทรทัศน์กับโลกของการเมืองไทยมีอะไรหลายอย่างที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน อาทิ การนิยมการตีฝีปากใช้คารมเชือดเฉือนกัน การเลื่อนไหลไปตามสถานการณ์เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ การที่ตัวละครเอกทำงานทำการไม่เป็น เอาแต่พูดคุยและเดินไปเดินมา การนิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา การเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่รู้จักเลิกรา การคิดแต่จะฉ้อโกงหรือช่วงชิงสมบัติของคนอื่น หรือหาโอกาสโค่นล้มกันเอง การเป็นคนประเภทหน้าเนื้อใจเสือ การไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง ทั้งหมดนี้คือลักษณะนิสัยใจคอของตัวละครโทรทัศน์ไทยแทบทุกเรื่อง และก็มักจะปรากฏในนักการเมืองไทยจำนวนมาก
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าละครโทรทัศน์ของไทยนั้นเป็นภาวะของการหลีกลี้ความจริงของคนไทย ที่ชอบจะอยู่ในความฟุ้งฝันมากกว่าสัจนิยม ดังนั้นละครส่วนใหญ่จึงต้องเป็นโลกสีลูกกวาดที่โรยรายด้วยภาพมายาต่างๆ ทั้งพระเอกที่รูปหล่อ ร่ำรวย เป็นนักเรียนนอก แต่จับจดเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แถมยังไม่ค่อยมีกึ๋นสักเท่าไหร่ นางเอกที่แสนสวย แสนดี และแสนซื่อ ตัวนางอิจฉาที่ตอหลดตอแหลเป็นไฟแลบ ขี้อิจฉา วันๆ คิดหาแต่จะหาทางเสียตัวให้พระเอก กับจ้างคนมาปล้ำนางเอก มีคนใช้หรือพนักงานที่ชอบสุมหัวนินทานาย ทั้งหมดนี้วนเวียนอยู่กับเรื่องแย่งชิงทรัพย์สมบัติ โดยไม่รู้จักทำมาหากินด้วยตนเอง
การเมืองไทยก็เป็นการหลีกลี้ความจริงของคนไทยเช่นเดียวกัน หากดูป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เกลื่อนเมืองอยู่ในขณะนี้ ก็จะเห็นว่าทุกพรรคล้วนขายความฟุ้งฝัน ตั้งแต่รูปถ่ายผู้สมัครที่โชว์ความสวยความหล่อ นโยบายที่ประชานิยมฟูฟ่องเหมือนฟองสบู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการในฝันต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้าเชื่อมโยงทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟความเร็วสูง การขจัดหนี้สิน มีงานทำอย่างทั่วถึง เงินเดือนประจำสูงขึ้น สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านซื้อรถยนต์ จนถึงลดแลกแจกแถม ไม่ต่างจากการโปรโมชั่นสินค้า ฯลฯ ทั้งๆ ที่หลายโครงการก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้ และหลายพรรคการเมืองก็ชวนให้เกิดความฉงนว่า โครงการเหล่านี้ดีจริงทำไมตอนที่พรรคของตนเป็นรัฐบาลถึงได้ไม่ทำ เพิ่งคิดจะมาทำเอาตอนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว
ไม่รวมถึงการแสดงบทบาทแปลกๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น เช่น การดำนา ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถีบสามล้อเป็นหมอนวด หรือเป็นช่างตัดผม ฯลฯ
จากประสบการณ์ในการเลือกตั้งที่ผ่าน ๆ มา ทำให้ตระหนักความจริงประการหนึ่งว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียง กับนโยบายเมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วนั้น มักจะเป็นคนละเรื่องกัน ยิ่งหากพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล นโยบายหรือคำสัญญิงสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้กับประชาชนก่อนหน้านั้น ก็จะยิ่งไปกันคนละทาง ด้วยการอ้างข้อจำกัดต่างๆ การไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาล หรือข้อมูลใหม่ต่างๆ
เมื่อเรานิยมการหลีกลี้ความจริง ก็คงจะต้องยอมรับและทำใจล่วงหน้าว่านโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เลอเลิศประเสริฐศรีนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็อาจเป็นได้แค่ความฟุ้งฝันเหมือนเรื่องราวในละครโทรทัศน์ ที่ยากจะเป็นจริงได้ในโลกแห่งความจริง



