
'จาตุรนต์'สวน'มาร์ค'เฟสบุ๊คพูดไม่จริง
"จาตุรนต์ ฉายแสง" ทวีตข้อความโต้เฟสบุ๊ค "อภิสิทธิ์" ระบุ กลบเกลื่อนพูดไม่ตรงความจริง กรณี 10 เม.ย. "91ศพ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (14มิ.ย.54) นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ทวีตข้อความผ่านเวบไซต์ทวีตเตอร์ ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เขียนข้อความในหัวข้อ "จากใจอภิสิทธิ์ ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3" โดยมีเนื้อหาชี้แจงถึงกรณีถูกยัดเยียดข้อหาฆ่าประชาชาชน โดยมีเนื้อหา ดังนี้
"ในเวลาที่มีเพียงเล็กน้อยนี้ จะขอวิจารณ์เฟซบุ๊ค "มาร์ค" ภาค 3 สักหน่อย เห็นว่า เป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ ตั้งใจอธิบายเอาจริงเอาจังทีเดียว โดยคุณอภิสิทธิ์เน้นมากเรื่อง "ผมไม่ได้สั่งฆ่า 91 ศพ" โดยลำดับเหตุการณ์ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า มีคนวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ที่จะยัดเยียดให้ตนเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"
นายจาตุรนต์ ได้เขียนข้อความว่า "เรื่องการเจรจาออกทีวีแล้วไม่ลงตัว ไม่สามารถหาข้อยุติได้นั้น ใครพูดอะไรอย่างไร และทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ดูอยู่ในวันนั้น คงจำได้ โดยสรุปคือช่วงเวลายังต่างกันมาก และเมื่อตกลงกันยังไม่ได้ การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ดำเนินต่อไป ซึ่งก็ยังไม่มีการเสียชีวิต จนกระทั่งวันที่10 เมย.
"คุณอภิสิทธิ์พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 10 เมย.โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์บางตอน ของวันนั้นด้วย ผมจะชี้ว่า ไม่ตรงอย่างไร"
นายจาตุรนต์ ระบุว่า คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า มีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย และคุณอภิสิทธิ์บอกว่า เมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจา ให้สองฝ่ายอยู่กับที่ แต่ไม่เป็นผล จึงมีการสั่งให้ถอนกำลังกลับ จากนั้น สงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น
นายจาตุรนต์ ทวีตข้อความต่อด้วยว่า คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า หลังคำประกาศของอริสมันต์ไม่นาน ชายชุดดำแฝงตัวโจมตีทหาร จนเกิดการสูญเสียชีวิต ทั้งทหารและประชาชน และคุณอภิสิทธิ์บอกว่า ตนและผู้นำเหล่าทัพ เกิดอาการช็อค และว่า วันนั้นเป็นวันที่ตนสลดใจมากที่สุดในช่วงที่เป็นนายกฯ ย้ำว่า มีกองกำลังติดอาวุธ
"ที่คุณอภิสิทธิ์ ชี้แจงคลาดเคลื่อน ก็คือตั้งแต่ช่วงกลางวัน รัฐบาล และ ศอฉ. ประกาศขอคืนพื้นที่ และประกาศว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาหกโมงเย็น ใกล้ถึงหกโมงเย็น ก็ไม่มีทีท่าว่า จะหยุดปฏิบัติการ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อย ช่วงนั้นไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้า และขึ้นเวทีปราศัยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขอคืนพื้นที่ไว้ก่อน ผมพูดกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอนุพงษ์ (เผ่าจินดา) ว่า กำลังจะมืด อย่างไรก็ไม่มีทางยึดพื้นที่คืนได้ก่อนมืด เพราะฉะนั้นขอให้ยุติและถอนกำลังออกไปก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่"
นายจาตุรนต์ ระบุว่า ระหว่างนั้น ไม่มีวี่แววว่า รัฐบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอย อย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูดในเฟซบุ๊ค เพราะมีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ตลอด และสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ๆ
"ผมพูดไปจนหกโมงกว่า ก็ได้รับโน้ตจากหลังเวทีว่า มีคนถูกยิงเสียชีวิตแล้วหนึ่งคน ซึ่งผมก็ยังพูดต่อไปเพื่อย้ำว่าหากไม่ยุติ ยิ่งมืดมากจะยิ่งอันตราย ผมพูดจบ ตอนจะลงเวที ก็ยังถูกแก๊ซน้ำตา ที่โปรยลงมาจาก ฮ.ที่วนเวียนอยู่ แสดงว่า ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายาม ที่จะสลายการชุมนุม
หลันงจากนั้นเพียงครู่เดียว ก็ทราบว่า มีคนถูกยิงเสียชีวิตอีกหลายคน ซึ่งต่อมาก็มีการนำศพมาแสดงว่ามีการเสียชีวิตจริง ขณะนั้นยังไม่มีการโจมตีของคนชุดดำ เวลาผ่านไปอีกเป็นชั่วโมง จนมีคนเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว จึงมีการติดต่อเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาล กับ นปช. โดยรัฐบาลขอให้ผมเป็นคนกลาง"
นายจาตุรนต์ ยังได้ทวีตข้อความชี้แจงว่า ฝ่ายรัฐบาลถามเขาว่า จะช่วยพูดกับ นปช. ได้หรือไม่ เขาได้บอกไปว่า จะพยายาม และว่า จะต้องรีบยุติ มิฉะนั้นจะเสียหายมาก รัฐบาลบอกว่า จะหยุดแต่ขอให้ นปช. พูดก่อน ต่อมา หลังจากประสานไปมา ทั้งสองฝ่ายก็ประกาศหยุด แต่หลังจากนั้น ฝ่ายรัฐบาลก็ติดต่อมาอีกว่า มีพวกที่โจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธหนัก ขอให้ผมช่วยพูด?
"ผมบอกไปว่า ผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้จะพูดกับใคร ได้แต่แนะนำว่า ให้เจ้าหน้าที่ถอยออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมก่อน ประชาชนจะได้ไม่เสียหาย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ถอยไปและการปะทะก็สิ้นสุด มีผู้เสียชีวิต 20กว่าคนซึ่งถือว่า ร้ายแรงมาก ประเด็นคือ ถ้ายุติการขอคืนพื้นที่เสียก่อนมืด ก็คงไม่สูญเสียอย่างนั้น ที่ไม่ยุติ เพราะรัฐบาลต้องการยึดพื้นที่คืนให้ได้จริง ๆ"
นายจาตุรนต์ ระบุด้วยว่า การที่คุณอภิสิทธิ์ โยนเรื่องทั้งหมด ไปที่คนชุดดำ จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาล และ ศอฉ. ได้
"เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้น ในวันที่ 10 เมย. ก็เกินพอที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์ หมดความชอบธรรมแล้ว ส่วนความเสียหายหลังจากนั้น ก็ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล เหตุการณ์หลัง10เมย. ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้ เพราะคุณอภิสิทธิ์ พูดมาถึงวันที่10 เมย.เท่านั้น ก็ขอวิจารณ์แค่วันที่ 10 เมย. ซึ่งผมคิดว่า ก็หนักแล้ว" นายจาตุรนต์ ระบุ
"มาร์ค" แจงยิบผ่านเฟซบุ๊ค ถูกยัดเยียดข้อหาฆ่าประชาชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชี้แจงผ่านผ่านเฟซบุ๊ค ในช่วงเวลา 22.48 น. ของคืนวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ถูกยัดเยียดข้อหาฆ่าประชาชาชน
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เขียน บทความในหัวข้อ "จากใจอภิสิทธิ์ ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3" ผ่านทาง เฟซบุ๊ค Abhisit Vejjajiva มีเนื้อหาเป็นการแจงหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี 2553 โดยมีเนื้อหาดังนี้
"เดิมทีตั้งใจจะเขียนเรื่องการต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่น แต่เมื่อมีความพยายามสร้างกระแสเกี่ยวกับเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2 ปีที่ผ่านมา โดยอ้างอิงถึงความสูญเสีย 91 ศพ (ซึ่งรวมทหาร -ตำรวจ ประชาชนที่เป็นเหยื่อ M 79 ที่ยิงออกมาจากที่ชุมนุมด้วย)ผมจึงต้องขอเสนอความจริงเรื่องนี้ก่อน"
"ทุกคนคงจำได้ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงมีมาตั้งแต่ปี 2552 ที่มวลชนมาทุบรถผมที่พัทยา ล้มการประชุมอาเซียนไล่ล่าผมที่กระทรวงมหาดไทยแล้วก่อจลาจลในช่วงสงกรานต์ผมมีหน้าที่รักษากฎหมาย ก็ได้คลี่คลายปัญหาด้วยความอดทน อดกลั้นเราก็ผ่านเหตุการณ์มาได้โดยไม่มีการสูญเสีย ยกเว้นชาวบ้านนางเลิ้ง 2 คน ที่ตกเป็นเหยื่อของการชุมนุม ขณะที่ภาพลักษณ์เศรษฐกิจถูกซ้ำเติมอย่างรุนแรง"
"ในครั้งนั้นคุณทักษิณกับพวกพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลฆ่าประชาชน ทั้งๆที่ไม่มีมูลความจริงลงทุนเผยแพร่คลิปตัดต่อเสียงผมจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ
ร้อยเรียงคำพูดใหม่ให้กลายเป็นว่า "ผมสั่งฆ่าประชาชน"เพื่อปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง แต่เมื่อสังคมส่วนใหญ่รู้ความจริงจึงทำให้ประเด็นดังกล่าวจุดไม่ติด"
"ชนวนเหตุการณ์ปี 2553 เริ่มจากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์คุณทักษิณจากการทุจริตเชิงนโยบายจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท คุณทักษิณ วิดีโอลิงค์จากต่างประเทศทันทีที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาจบมีเนื้อหาไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่ง คุณทักษิณใช้คำว่า "เป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรม"ถึงขนาดกล่าวหาว่าศาลเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างวาทกรรมสองมาตรฐานปลุกปั่นพี่น้องเสื้อแดงให้เข้าใจว่าเขาถูกกลั่นแกล้งโดยอำมาตย์แต่ไม่เคยพูดถึงวันที่ตัวเองชนะคดีซุกหุ้นซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเห็นต่างจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีการระดมมวลชนกดดันสังคมให้ความเคารพคำตัดสินดังกล่าวและให้โอกาสคุณทักษิณได้บริหารประเทศเป็นเวลานานกว่า5 ปี"
"เท่ากับว่าถ้าศาลตัดสินแล้วตัวเองได้ประโยชน์ถือว่าเป็นธรรม แต่ถ้าทำผิดหลักฐานมัดแน่นศาลตัดสินลงโทษกลายเป็นสองมาตรฐาน นี่คืออันตรายที่ คุณทักษิณใช้พี่น้องประชนที่ศรัทธาคุณทักษิณด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างโหดร้าย"
"คุณทักษิณ ระบุในการวิดีโอลิงค์ครั้งนั้นว่า "วันนี้การเมืองตอนนี้ดุมาก ใจดำมาก แต่ขอผมเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้ายถ้าเมื่อไรประเทศได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสมคงจะไม่มีเหยื่ออย่างผมอีกเพราะวันนี้ดุลทั้งหมดไปอยู่อำมาตย์ที่สามารถกดปุ่มสั่งการให้ระบบหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกระบบหนึ่งอย่างง่ายดาย"
"ผมทราบทันทีว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดผวากลัวจะเกิดเหตุรุนแรง คำประกาศ "แดงทั้งแผ่นดิน”การเทเลือดหน้าบ้านทำให้ผมเป็นห่วงชาติบ้านเมืองว่ากำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นทะเลเลือดแดงฉานทั้งแผ่นดิน ผมพยายามอย่างที่สุดในการประนีประนอมบนหลักกฎหมายและความถูกต้องพวกเขาเรียกร้องให้ผมยุบสภาทันทีผมก็ไปนั่งเจรจาคุยกับแกนนำเสื้อแดงสองวัน 6 ชั่วโมง เสนอทางออกด้วยการยุบสภาในช่วงปลายปีไม่ใช่เพราะต้องการถ่วงเวลาอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดแต่ต้องการให้เศรษฐกิจมั่นคงการเมืองมาตกลงเรื่องกติกาให้ชัดและไม่ให้เป็นแบบอย่างให้เกิดการเรียกร้องโดยใช้มวลชนกดดันไม่จบไม่สิ้น"
"อย่างไรก็ตาม การเจรจาไร้ผล เพราะมีคนวางแผนเป็นขั้นตอนที่จะยัดเยียดให้ผมเป็น"ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน" จึงไม่ยอมรับในวิธีการแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมืองอย่างสันติ ซึ่งหากแกนนำคนเสื้อแดงและคุณทักษิณมีจุดประสงค์เพียงแค่ต้องการให้ยุบสภาไม่เกี่ยวกับการล้างความผิดให้คุณทักษิณ ย่อมไม่มีความตาย 91 ศพ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต่อมาคนเหล่านี้เผยธาตุแท้ตัวเองให้เห็น ภายหลังผ่านเหตุการณ์ไทยวิปโยคว่า ให้รัฐบาลอยู่ครบเทอมไปเลย ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม2553 เรียกร้องเอาเป็นเอาตายว่าต้องยุบสภาทันทีจนเกิดเหตุสูญเสียขึ้นในที่สุด"
"ความแตกต่างในการเคลื่อนไหวปี 2553 คือการเก็บเกี่ยวบทเรียนจากปี2552 ที่การยั่วยุไม่ประสบความสำเร็จ มาคราวนี้ปิดจุดอ่อนคราวที่แล้ว ด้วยการเพิ่มกองกำลังติดอาวุธซึ่งคนที่ยืนยันเรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่นายอริสมันต์พงษ์เรืองรอง เพียงคนเดียว แต่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลหรือเสธ.แดงก็เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในทำนองเดียวกันและก่อนเกิดเหตุรุนแรง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประสานเสียงกับเสธ.แดงหลังพบคุณทักษิณที่ดูไบว่า จะมีการตั้งกองทัพประชาชนซึ่งสื่อมวลชนเรียกขานว่า "กองทัพแดง""
"เมื่อถูกกระแสสังคมต่อต้านอย่างรุนแรง ก็ทำให้ พล.อ.พัลลภยุติบทบาทไป การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ปิดทั้งถนนราชดำเนินสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งศาลได้ชี้ว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญนอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วยังเพิ่มความแตกแยกและแรงกดดันต่อรัฐบาลให้เข้าสลายการชุมนุมอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการยั่วยุด้วยการยิง M 79 ในสถานที่ต่าง ๆและมีการเคลื่อนมวลชนไปหลายสถานที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก และยังมีการใช้มวลชนกดดันทหารที่อยู่ในที่ตั้งฮึกเหิมถึงขนาดประกาศไปยึดสถานีไทยคม"
"ตลอดเวลาเจ้าหน้าที่แสดงความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอดมิฉะนั้นคงเกิดเหตุแบบที่เราเห็นอยู่ที่ตะวันออกกลาง และในวันที่ 10 เมษายน เมื่อมีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสียเมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่แต่ไม่เป็นผล
จึงมีการสั่งการให้ถอนกำลังกลับ จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้นที่สี่แยกคอกวัว หลังคำประกาศบนเวทีราชประสงค์ของนายอริสมันต์ ไม่นานมีชายชุดดำแฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมใช้คนเสื้อแดงที่บริสุทธิ์เป็นเกราะกำบังโจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน"
"ขณะที่ผมและผู้นำเหล่าทัพกับบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ในอาการช็อค กับการใช้ความรุนแรงกับคนไทยด้วยกันเองได้ถึงขนาดนี้
แต่บนเวทีกลับนำศพไปปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้นมากขึ้นพร้อมยื่นคำขาดให้ผมเดินทางออกนอกประเทศ"
"เมื่อมีการต่อสายระหว่างนักการเมืองผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ชุมนุมอ้างว่าไม่เกี่ยวกับผู้ใช้อาวุธ และบอกให้เจ้าหน้าที่จัดการกับคนกลุ่มนั้นได้ตามใจชอบ
แต่เจ้าหน้าที่ขณะนั้นใช้กำลังเพียงแค่ปกป้องตนเองและคุ้มครองการลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากสถานการณ์เลวร้ายดังกล่าว คืนวันนั้นจนถึงวันรุ่งขึ้นเป็นคืนที่ผมไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว เป็นวันที่ผมสลดใจมากที่สุดในช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากการกดดันของผู้ชุมนุมและฝ่ายการเมืองรอบทิศ ผมต้องพิจารณาทบทวนตัวเองอยู่หลายครั้ง เพราะได้เกิดความสูญเสียขึ้น"
"แต่เพราะความเข้มแข็งของสังคมไทยที่รับทราบข้อเท็จจริงว่าความสูญเสียไม่ได้เกิดจากการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ เพราะผมแสดงให้เห็นมาโดยตลอดที่จะใช้การเจรจาแก้ปัญหาจนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้ขลาดกลัวคนเสื้อแดง อีกทั้งยังปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีกองกำลังติดอาวุธจริงในกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้สังคมให้โอกาสผมทำงานต่อ"
"ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่น้องคนไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดสำหรับประเทศและยังต้องร่วมฟันฝ่าเพื่อให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น "เป็นจุดต่ำสุดของวิกฤตการเมืองแล้วและผมตั้งใจว่าเราจะก้าวพ้นความรุนแรงนี้ไปด้วยกัน"กระนั้นก็ตามผมก็ยังมุ่งมั่นคิดถึงแผนปรองดอง ซึ่งผมจะเขียนถึงในตอนต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริงว่า แกนนำเสื้อแดงสามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดศพเพิ่มได้ แต่พวกเขากลับเลือกแนวทางสร้างศพเพิ่ม เพื่อยัดเยียดข้อหาฆ่าประชาชนให้ผม"



