
"เงินเฟ้อ-การเมือง"จุดเสี่ยงศก.ไทยเอชเอสบีซีคาดครึ่งปีหลังธปท.ขึ้นดอกเบี้ยอีก0.5%
เอชเอสบีซีมองเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ชี้ 2 ประเด็นเสี่ยง "เงินเฟ้อ-การเมือง" เป็นความท้าทายฝีมือของธปท. คาดครึ่งปีหลังปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.5% "กรณ์" แย้มรัฐวิสาหกิจเล็งต่อมาตรการค่าครองชีพระหว่างรอรัฐบาลใหม่
นายวิลเลียม วิแรนโต นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียและงานวิจัยระดับโลกของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยก่อนเข้าร่วมงานสัมมนา "เรื่องอนาคตเศรษฐกิจไทย : ขณะนี้จะไปทางไหนดี?" ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังแข็งแกร่ง น่าจะขยายตัวในระดับเกือบ 5% จากการขับเคลื่อนของอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยง 2 ประการ ได้แก่ เงินเฟ้อที่ถีบตัวสูงขึ้น เพราะไทยเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้า ซึ่งต้นปีนี้ทั้งเงินเฟ้อหลักและเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
ส่วนอีกประการหนึ่งคือ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา มีการดำเนินนโยบายตามที่ให้สัญญาไว้ค่อนข้างมากกับประชาชน ความท้าทายสำหรับไทยอยู่ที่ว่า ต้องเอาชนะปัญหาการเมืองแบบสองสีให้ได้ และประเด็นการเมืองอาจฉุดรั้งการลงทุนอย่างมาก และส่งผลต่อการเติบโตด้วย ปัจจัยเสี่ยงนี้ทำให้ไทยเกิดแรงกดดันด้านราคาสินค้าครึ่งหลังปีนี้ด้วยเช่นกัน
"ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อสูงขึ้น ผสมกับความเสี่ยงด้านการเมือง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นความท้าทายส่งผลต่อการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการคุมสถานการณ์และปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมาก็ขึ้นมากแล้ว แต่ก็มีโอกาสปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกช่วงครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายอีก 6 เดือน หรือจนถึงต้นปีหน้า จะอยู่ที่ 3.5% หรือขึ้นอีก 0.5% จากระดับปัจจุบัน" นายวิแรนโตกล่าว
นายวิแรนโตมองด้วยว่า ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงเล็กน้อย โดยเฉพาะภาคส่งออกอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาซัพพลายเชนจากญี่ปุ่นชะลอ และไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะการค้าการลงทุนเชื่อมโยงกันมีมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ กว่า 6% ของการนำเข้าของไทยเป็นชิ้นส่วนรถจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลังสถานการณ์ภาวะชะลอตัวของไทยจะดีขึ้นกลับสู่ภาวะปกติ
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการค่าครองชีพทั้งรถเมล์ รถไฟ และค่าไฟฟ้า และการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ที่จะหมดอายุลงในสิ้นเดือนมิถุนายนว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแล แต่เท่าที่ได้รับรายงานทราบว่าจะมีการยืดอายุต่อไปอีกจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ และเสนอขอเงินอุดหนุนหลังจากมีรัฐบาล เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเอาผิดกับผู้บริหารที่ตัดสินใจในประเด็นเหล่านั้นได้
"ขณะนี้นักลงทุนต่างเริ่มสับสนและไม่มั่นใจเกี่ยวกับรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ทำให้มีบทความออกมาในทำนองกังวลและลดการลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกไป เพื่อลดความเสี่ยง" นายกรณ์กล่าว



