ข่าว

แนวโน้มที่เป็นไปได้ของการปฏิวัติ-ปฏิรูปดอกราชพฤกษ์

แนวโน้มที่เป็นไปได้ของการปฏิวัติ-ปฏิรูปดอกราชพฤกษ์

14 มิ.ย. 2554

พาดหัวเช่นนี้ไม่ได้เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการแทรกแซงทางการเมืองของทหารนะครับ แต่เป็นเรื่องของการพยายามทำความเข้าใจเรื่องของตั้งคำถามที่เกี่ยวกับการรับน้อง ที่เริ่มถูกจุดกระแสในปีนี้จากคลิปภาพและแถลงการณ์ต่างๆ ของหลายฝ่ายจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)

 เรื่องรับน้องเป็นเรื่องที่เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีของสถาบันอุดมศึกษาของไทย และการพูดเรื่องการรับน้องก็เป็นส่วนหนึ่งของการรับน้องในทุกๆ ปีไปแล้ว

 ผมจำได้ว่าผมพูดเรื่องนี้ทุกปีในช่วงการรับน้อง ไม่ว่าบนหน้าสื่อ และวงสัมมนา จนกลายเป็นประเพณีส่วนตัวไปแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรใหม่มาพูดได้อีกมากน้อยแค่ไหนในปีนี้...เอ้าลองดูอีกทีครับ

 ผมคิดว่าความใหม่ของปีนี้ในเรื่องของประเด็นการรับน้องนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และดูจะมีความหวังอยู่บ้างที่จะปรับเปลี่ยนและพูดคุยกัน ตรงที่ว่า เป็นปีแรกที่มีการปล่อยคลิปบรรยากาศของการรับน้องและการต่อสู้ในทางความคิดที่แหลมคม และน่าเรียนรู้ของบรรดานักศึกษาทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก รวมทั้งการอภิปรายถกเถียงเรื่องนี้ตามสื่อใหม่ โดยเฉพาะสื่อที่เป็นแบบเครือข่ายทางสังคมทั้งหลาย

 ทางฝ่ายของผู้ประท้วงเขามองว่า พวกเขาอยากให้มีการให้ยกเลิกระบบการประชุมเชียร์แบบเผด็จการ อำนาจนิยม การว้ากหรือตะโกนด่า มาเป็นการรับน้องแบบสร้างสรรค์ พาน้องทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคม และสร้างวัฒนธรรมระหว่างพี่กับน้องที่ไม่เป็นการไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของกันและกัน พวกเขาจึงรวมกลุ่มกันรณรงค์เรียกร้องให้ยกเลิกระบอบเผด็จการสตาฟฟ์ และได้ขึ้นเวทีเพื่อประกาศเจตนารมณ์แต่กลับถูกทางทีมสตาฟฟ์ล็อกจับกุมตัว และห้ามถ่ายภาพ โดยอ้างว่านิสิตกลุ่มดังกล่าว มาสร้างความวุ่นวายและแทรกแซงประเพณีประชุมเชียร์

 ส่วนความเห็นโดยสรุปของอธิการบดี มมส. ต่อเหตุการณ์ก็คือ เขามองว่าเรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพราะมีเด็กปริญญาโทเกี่ยวข้อง และมีเรื่องของการพยายามจะจัดงานเสวนาต่อเนื่องจากเรื่องนี้ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของการร้อนวิชาของนักศึกษาที่อาจจะเรียนวิชาสิทธิมนุษยชน และเป็นเรื่องของการไม่เข้าใจว่านี่เป็นเพียงการส่งทอดวัฒนธรรมของรุ่นพี่และรุ่นน้อง

 ส่วนที่ผมกลับรู้สึกว่าน่าสนใจในเรื่องนี้ ไม่น่าจะใช่เรื่องของการที่ฝ่ายผู้จัดงานนั้นใช้ถ้อยคำบางคำกับฝ่ายประท้วง แต่เป็นเรื่องของการโห่ร้องในเชิงไม่พอใจและขับไล่เด็กที่ขึ้นมาประท้วงบนเวทีของบรรดาน้องๆ ที่รอรับน้องเสียมากกว่า เรื่องนี้ย่อมพิสูจน์สาระสำคัญของการรับน้องว่า น้องนั้นต้องการถูกรับ มากกว่าพี่ต้องการรับน้องอยู่ไม่ใช่น้อย

 ทางออกของเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่น่าจะมีอยู่หลายประการ

 หนึ่งคือ การร้องเรียน และให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาดูแลเรื่องนี้มากขึ้นกว่าการมีแค่ประกาศจาก สกอ. โดยไม่ได้มองว่าเรื่องนี้ผิด หรือถูก แต่เป็นเรื่องของการส่งเสริมหลักการพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีการศึกษา

 สองคือ ส่งเสริมกิจกรรมในเชิงจิตอาสา-จิตสาธารณะให้แก่นักศึกษา ให้พวกเขารับรู้ทุกข์สุขของผู้คนรอบตัวเขามากขึ้น ยิ่งในกรณีของภาคอีสาน น่าจะถึงเวลาที่มีการตั้งคำถามเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยกับการพัฒนาภูมิภาคและท้องถิ่นอย่างจริงจัง

 สามคือ ตั้งหลักคิดว่าจะทำอย่างไรให้รุ่นพี่รู้สึกได้ว่าการได้รับการยอมรับจากรุ่นน้องไม่ใช่การบังคับรุ่นน้องให้เชื่อฟัง แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองในทางอื่น

 สี่คือ การรับน้องแบบเผด็จการควรเป็นความสมัครใจและกระทำนอกมหาวิทยาลัยภายใต้ความเข้าใจของนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยไม่ควรอนุญาตให้มีการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยไปสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว นี่คือการจัดการกับข้ออ้างที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในและเรื่องประเพณีของมหาวิทยาลัย ที่น่าจะยืดหยุ่นอยู่มิใช่น้อย