ข่าว

ถ้าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน?

ถ้าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน?

14 มิ.ย. 2554

ถึงแม้นาทีนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงหาเสียงเพื่อเป็นรัฐบาล ในขณะที่การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางก็พยายามทอดไมตรีให้แก่พรรคเพื่อไทยที่คาดหมายกันว่าจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

 แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทย พันธมิตรเดิมของประชาธิปัตย์ ที่เพื่อไทยประกาศตัดสัมพันธไมตรีไปแล้ว กระนั้นนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ยังกล่าวถ้อยคำ “การเมืองไม่มีมิตรแท้ และไม่มีศัตรูถาวร” และว่าการประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเป็นการหาเสียง ไม่ใช่ความเห็นของหัวหน้าพรรค ถนนทุกสายที่มุ่งไปยังพรรคเพื่อไทยนี้ อาจเป็นสัญญาณที่สะท้อนผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหรือโพลล์ที่แต่ละพรรคทำกันเองว่า โอกาสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยนั้นสูงอย่างยิ่ง

 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ เผยผลการสำรวจคะแนนนิยมของคนกรุงเทพฯ ช่วงโค้งที่ 2 ล่าสุด แสดงผลว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ มีคนเลือกพรรคเพื่อไทย 33.6% เลือกประชาธิปัตย์ 17.1% ส.ส.ระบบแบ่งเขต เลือกประชาธิปัตย์ 17.6% เลือกเพื่อไทย 33.8% ทั้งสองระบบมีผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ 44.1-46.4% มีบางคนตีความว่า คนกว่า 40% ที่ยังไม่ตัดสินใจนี้ คือตัวแปรที่จะชี้ขาดชัยชนะ ซึ่งถ้าพิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ ที่มักวูบวาบตามสถานการณ์ คนที่ไม่มีความเห็นเกือบจะเป็นกลุ่มเดียวกับคนที่ไม่คิดว่าจะไปเลือกตั้ง ฉะนั้น ตัวเลขของกรุงเทพโพลล์ ประกอบกับตัวเลขของโพลล์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ จึงมิได้มีนัยสำคัญแตกต่างจากผลการเลือกตั้งจริงมากนัก

 เหลืออีกเพียงไม่ถึง 20 วัน จะถึงวันเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ก็ยังคงหาเสียงเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งตรงข้ามกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ที่ประชาธิปัตย์หาเสียงด้วยแคมเปญ “เลือกให้ถึง 201 ที่นั่ง” และ “ทวงคืนประเทศไทย” เพื่อหวังให้ได้คะแนนเสียงตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปี 2540 ในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย เพราะการสำรวจคะแนนนิยมครั้งนั้น ชัดเจนว่าพรรคไทยรักไทยทิ้งห่างประชาธิปัตย์ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมโยนผ้า แต่ยังเสนอนโยบายเพื่อเป็นรัฐบาล ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เริ่มมีอาการกับการต่อต้านของคู่แข่ง เช่นที่ จ.สมุทรสาคร โดยใช้เวทีปราศรัย ตั้งคำถามกับผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่ชูป้าย “นายกฯ ดีแต่พูด” “นายกฯ ดีแต่กู้”

 หากประชาธิปัตย์ยังได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล ก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าประชาธิปัตย์ยอมรับสภาพ ถึงแม้ว่าจะแคมเปญ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” อย่างสุดแรงแล้ว ประชาธิปัตย์ก็จะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งที่สุด ดีที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลาย ในการควบคุม ถ่วงดุลการบริหารของพรรคเพื่อไทย เหมือนเช่นที่ประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่นี้มาแล้วอย่างทรงพลานุภาพ นับจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่อำนาจ และสถาปนาความเป็นเผด็จการรัฐสภามาตั้งแต่ปี 2544  สังคมไทยยังมีหวังแน่นอน ถ้าสมมติฐานคือพรรคเพื่อไทยคือรัฐบาล เราก็จะมีประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ที่จะฉุดดึงไม่ให้รัฐบาลออกนอกลู่นอกทางและจะกระทำย่ำยีประเทศนี้อย่างไรก็ได้