ข่าว

"มาร์ค"แจงWEFยันเศรษฐกิจไทยแกร่ง

"มาร์ค"แจงWEFยันเศรษฐกิจไทยแกร่ง

13 มิ.ย. 2554

"อภิสิทธิ์" ชี้ไทยพร้อมเดินหน้าตามระบบประชาธิปไตยในการประชุม"WEF"ที่อินโดนีเซีย มั่นใจเศรษฐกิจเอเชียขยายตัวต่อเนื่อง เผย 5 ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็ว เตรียมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ใน 5 ปี ข้างหน้า สร้างความพร้อมเข

(13มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรอง Thailand Lunch ระหว่างการประชุม World Economic Forum ( WEF ) on East Asia ครั้งที่ 20 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อยืนยันความพร้อมการเป็นเจ้าภาพการประชุม WEF on East Asia ครั้งที่ 21 ปี 2555 ที่ประเทศไทย ว่า ต่างประเทศจะรู้จักไทยในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์กลางการแพทย์และฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรม และในวันที่ 3 ก.ค. 2554 ไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปจะแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่ไม่หยุดนิ่ง มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาตามระบอบประชาธิปไตย และไทยพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุม WEF on East Asia ครั้งที่ 21 ในปี 2555 ซึ่งนักธุรกิจที่เข้าร่วมประชุมจะได้เห็นโอกาสธุรกิจของไทยในฐานะคู่ค้าที่น่าเชื่อถือ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายในการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเกิดขึ้นในปี 2558 จะทำให้เศรษฐกิจของอาเซียนอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ และมีประชากร 700 ล้านคน รวมทั้งอาเซียนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าหลายประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เมื่อรวมกันจะมีขนาดเศรษฐกิจ 25 ล้านล้านดอลลาร์ มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก

 ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาไทยมีประเด็นท้าทายแต่ภาคธุรกิจไทยแสดงให้เห็นถึงงการฟื้นตัวที่รวดเร็วเพราะมีเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน โดยปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมี 5 เรื่อง คือ 1. ไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง ซึ่งในปี 2553 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 7.8 % สูงสุดในอาเซียน และสถาบันการเงินภาคเอกชนมีความเข้มแข็งและไทยจัดการปัญหาเงินเฟ้อได้ดี โดยมีการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน 2. ไทยเป็นประตูอาเซียนและเป็นศูนย์กลางหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ยานยนต์ ปิโตรเคมี และการท่องเที่ยวที่คาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาไทย 18 ล้านคน ซึ่งในไตรมาส 1 ปี นี้มีนักท่องเที่ยวแล้ว 5 ล้านคน รวมทั้งไทยกำลังผลักดันให้เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มีสัดส่วนในจีดีพี 20 % ภายในปี 2556

 3. ไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยรายงานของสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) จัดให้ไทยอยู่อันดับ 11 ของประเทศที่มีดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด และ WEF จัดให้ไทยอยู่อันดับ 12 ในการปกป้องนักลงทุน 4. ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี โดยในอีก 5-6 ปี จะมีการลงทุนพัฒนาฌโครงสร้างพื้นฐาน 25,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของไทยตั้งแต่การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ระบบรางและการเชื่อมกับทวายเพื่อเชื่อมมหาสมุทร 2 ฝั่ง เข้าด้วยกัน รวมทั้งจะมีการลงทุนรถไฟความเร็วสูงจากจีนมาไทย มาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ซึ่งไทยจะทำงานร่วมกับอาเซียนดังกล่าวเพื่อสร้างโอกาสการค้าและการเข้าสู่เออีซี

 5. ไทยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโลก โดยมีนโยบายลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น ธุรกิจที่ประหยัดพลังงาน รวมทั้งมีเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 20 % ภายในปี 2565

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วิกฤตการเงินโลกและปัญหาหนี้ในยุโรปแสดงให้เห็นว่าโลกเป็นชุมชนเดียวกันที่ต้องอาศัยความร่วมมือกัน และการจะให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาเร็วจะต้องหันกลับมาพิจารณาเป้าหมายการพัฒนาอีกครั้ง โดยการพัฒนาความเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องคิดถึงความสมดุล และการปฏิรูประบบธรรมภิบาลโลกจะทำให้เกิดการเติบโตรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมให้พัฒนาอย่างยั่งยืน