ข่าว

เตือนสื่ออยากตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง

เตือนสื่ออยากตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง

13 มิ.ย. 2554

กกต. - นักวิชาการ เสวนาบทบาทสื่อกับการเลือกตั้ง เตือนสื่อ ระวังตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ต้องเป็นกลางให้ข้อมูลปราศจากอคติ ย้ำบทบาทสื่อให้ความรู้ต่อเนื่องประชาธิปไตยแท้จริง

 ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ รัชดาภิเษก วันที่ 13 มิ.ย.54 เวลา 10.00 น. กรมประชาสัมพันธ์ จัดเสวนาสื่อมวลชน เรื่อง “ บทบาทของสื่อมวลชนกับการเลือกตั้ง ” โดยมีนายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ด้านกิจการบริหารงานกลาง , รศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นวิทยากร

 โดยนายสมชาติ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า สำหรับบทบาทสื่อกับการเลือกตั้ง นอกจากการเผยแพร่วัน-เวลาเลือกตั้ง รวมทั้งขั้นตอนปฏิบัติแล้ว อยากให้สื่อเผยแพร่ 3 เรื่อง 1.การพูดถึงหน้าที่ของ ส.ส. ที่จะต้องทำในการเป็นตัวแทนประชาชน เสนอสิ่งที่สนองความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลผ่านรัฐสภา การออกกฎหมาย การเข้าไปเป็นตัวแทนเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน 2.การให้ข้อมูลทราบถึงความสำคัญต่อสิทธิพลเมืองที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่จะรู้จักการใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่อนุมัติหลายเรื่อง เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่เป็นการอนุมัติเงินภาษีประชาชน ซึ่งประชาชนควรจะไปใช้สิทธิ์ได้อย่างอิสระ ไม่มีการใช้อิทธิพลกดดัน ข่มขู่ หรือซื้อเสียง และ 3.ควรต้องให้ความรู้ประชาชนว่าสามารถที่จะช่วยเฝ้าระวังสถานการณ์การเลือกตั้งได้ อย่างไรบ้าง เพราะลำพังเฉพาะเจ้าหน้าที่ของ กกต. ที่มีจำนวนไม่มาก 2,300 คน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่อื่นที่สนับสนุนอีกในการเลือกตั้งประมาณ 1.3 ล้านคน แต่บุคคลเหล่านี้จะทำงานชั่วคราวเพียง 2 เดือนเท่านั้น เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงก็แยกย้าย เมื่อจำนวนเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงในทุกพื้นที่

 ขณะที่นายสมชาติ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงสิ่งที่สื่อควรต้องระวังในการนำเสนอข่าวสารช่วงเลือกตั้งด้วยว่า สื่อต้องระวังการโฆษณาหาเสียงในวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งจะฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 เช่น การวางตนไม่เป็นกลาง ให้มีการใส่ร้าย โจมตีเพื่อให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม หากฝ่าฝืนผิด มาตรา 53 (5) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 20,000 - 200,000 บาท และจะถูกขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ตัวอย่างการดีเบตสามารถจะทำได้ เมื่อให้โอกาสทุกพรรคอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งอย่างน้อยควรต้องมีตั้งแต่ 2 พรรคขึ้นไปและการห้ามเผยแพร่โพลล์สำรวจความเห็นก่อนการเลือกตั้ง 7 วันจนถึงวันปิดลงคะแนน ตามมาตรา 150

 ด้าน รศ.ดร.ยุบล คณบดีนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ที่จริงบทบาทของสื่อไม่ใช่เฉพาะการสื่อสารเกี่ยวกับเลือกตั้ง แต่สื่อจะต้องสร้างความรู้ความใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตลอดเวลาด้วย และจะต้องมีความเป็นกลางในการนำเสนอข้อมูล การเผยแพร่ข้อมูลที่ปราศจากอคติ และสิ่งสำคัญคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และจะต้องต่อต้านการละเมิดสิทธิ์ เช่น สื่อควรจะเป็นผู้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ ผลงานของผู้ที่ลงสมัครเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ หรือวาทะกรรมของนักการเมืองที่บางครั้งก็มีแนวโน้มเอียงว่าเป็นการสัญญาว่าจะให้ใดๆ สื่อก็ย่อมช่วยตีความให้ประชาชนรับทราบได้ ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้หมายความว่าสื่อไม่อาจให้ข้อมูลเสนอแนะใดๆ ได้ เพราะถ้าเป็นการเสนอแนะด้วยความสุจริตใจ ปราศจากอคติก็คือความเป็นกลางได้ โดยการเสนอแนะสื่อไม่ควรนำบุคคลมาเป็นตัวตั้ง แต่ควรวิเคราะห์ในประเด็นมากกว่า และการที่จะสื่อสารสิ่งใดต้องไม่มีอคติ มีข้อมูลที่มีหลักฐานสนับสนุน อย่าสื่อสารเพียงข้อเท็จจริงบางส่วนแล้วเน้นแต่เรื่องที่ตนให้ความสนใจเท่านั้น และจะต้องไม่นำเรื่องที่ไม่เป็นสาระที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือเรื่องที่เป็นเพียงอารมณ์ขำเป็นสีสันในช่วงการเลือกตั้ง มาทำให้โดดเด่นจนขึ้นหน้า 1 แทนประเด็นหลัก

 ด้าน รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดการศึกษาทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ขณะที่สิ่งที่เห็นเวลานี้คือ นักการเมืองและทุนธุรกิจ จะใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญมากกว่า ที่สื่อจะทำให้นักการเมืองได้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาสังคม ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นมีพรรคการเมืองใดที่ประกาศว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะปราบคอรัปชั่นอย่างไร ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญ แต่นักการเมืองกลับสามารถสร้างประเด็นข่าว และกระแสเพื่อประชาสัมพันธ์ตนเองมากกว่า