
ชำแหละนโยบายหว่านเงินรากหญ้ากรมภาษี-แบงก์รัฐออกโรงปรามการเมือง
ใกล้โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ พรรคการเมืองก็ยิ่งชูนโยบายเสียงเลือกตั้งอย่างเข้มข้น และนโยบายสำคัญที่จะใช้ซื้อใจประชาชนเห็นจะไม่พ้น "ประชานิยม" ที่ทุกพรรคงัดมาแข่งกันขายฝัน
โดยไม่สนใจว่าจะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ใช้เงินจำนวนมหาศาลเพียงใด อีกทั้งประเด็นสำคัญคือ แหล่งเงินจะมาจากไหน ทำให้เริ่มมีเสียงสะท้อนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนนักวิชาการแล้วว่าบางนโยบายคงต้องมีความระมัดระวังและอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
กระทรวงการคลังได้ประเมินนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ อย่างพรรคเพื่อไทยเบื้องต้นพบว่า เฉพาะนโยบายด้านประชานิยมที่ไม่รวมงบประมาณรายจ่ายประจำปี หากต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 ปี ก็ต้องใช้เงินสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่เน้นการแจกจ่ายเงินให้ประชาชนเพื่อดึงคะแนนเสียงมากกว่าที่ต้องการวางรากฐานการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ที่สำคัญยังไม่มีพรรคการเมืองใด แม้แต่พรรคเดียวพูดถึงนโยบายการจัดเก็บรายได้ที่จะนำมาใช้สำหรับโครงการประชานิยมเหล่านี้ ซึ่งหากแต่ละพรรคการเมืองไม่ตระหนักถึงการหารายได้ สนใจเพียงการใช้จ่ายเงินเพื่อเรียกคะแนนเสียงอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบต่อวินัยทางการคลังได้และเป้าหมายทางการคลังที่จะทำงบสมดุลภายใน 5 ปีคงยิ่งเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญอาจเลวร้ายเหมือนหลายๆ ประเทศในยุโรปที่มีวิกฤติหนี้สินรุนแรงจึงอยากให้พรรคการเมืองคำนึงถึงจุดนี้ด้วย
สรรพากรพร้อมสนองปรับภาษี
จากที่สำรวจพบว่า หลายโยบายที่หาเสียงจะเกี่ยวพันกับการลดภาษีทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคลรวมไปถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะภาษีเป็นเรื่องใกล้ตัวคนและหาเสียงได้ในวงกว้าง ในเรื่องนี้ "สาธิต รังคสิริ" อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า กรมสรรพากรมีข้อมูลการจัดเก็บภาษีต่างๆ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีพร้อมไว้อยู่แล้วขณะนี้รอเพียงนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่เพื่อตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังมีการสังเคราะห์ข้อมูลนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ เข้าไปด้วย เพราะเห็นว่า หลายพรรคมีนโยบายที่จะลดภาษีนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อจะได้มีข้อมูลที่ชัดเจนเสนอว่าแต่ละอัตราภาษีที่ลดลงทุกๆ 1% จะกระทบรายได้อย่างไร เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลดลง 1% ก็ทำให้รายได้หายไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท
กรมสรรพากรเสนอแนะว่า สิ่งที่ต้องทำมากกว่าในเรื่องระบบภาษีคือ การปรับวิธีการจัดเก็บให้เป็นธรรม โปร่งใส และเท่าเทียมกันมากกว่า โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีการหักลดหย่อนค่อนข้างมาก 18-20 รายการ ทำให้ฐานการเสียภาษีหายไปอีกมาก จากที่ลดหย่อนคนละ 3 หมื่นบาท ก็จะทำให้คนที่มีรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน หรือมีรายได้ปีละ 1 แสนบาท ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้คนที่มีรายได้มากขึ้นไม่ต้องเสียภาษีด้วย
สรรพสามิตตีกันคืนภาษีรถยนต์
ขณะที่บางพรรคการเมืองชูนโยบายสนับสุนนให้ซื้อสินค้าอย่างบ้านและรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์มีกระแสไม่เห็นด้วยอย่างมาก เช่น นโยบายอุดหนุนให้มีรถคันแรกของพรรคเพื่อไทยที่จะคืนภาษีให้ผู้ซื้อไม่เกิน 1 แสนบาท กรมสรรพสามิตรีบออกโรงคัดค้านว่าจะกระทบรายได้อย่างมาก อีกทั้งการตรวจสอบว่าเป็นรถยนต์คันแรกยังทำได้ลำบาก เพราะอาจมีการใช้ชื่อผู้อื่นมาสวมสิทธิซื้อได้
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะผิดหลักการเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม และยิ่งส่งเสริมให้ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการยกเว้นให้ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ซื้อรถรายอื่น เช่นเดียวกับนโยบายเลิกเก็บภาษีน้ำมันจากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เพราะแนวโน้มภาษีสรรพสามิตต่อไปจะเน้นดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งภาษีน้ำมันยังทำรายได้เข้ารัฐปีละ 1.6 แสนล้านบาท
"ถ้าเว้นภาษีไปเลย เงินจะหายไป 1.6 แสนล้านบาทต่อปี หรือ 10% ของรายได้รัฐบาล ถ้าจะทำก็ต้องลดรายจ่ายด้วย ตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงผลกระทบทางด้านวินัยทางการคลังจากนโยบายหาเสียงต่างๆ ที่เน้นประชานิยมแต่กลับไม่พูดถึงการหารายได้เพิ่ม” นายพงษ์ภาณุกล่าว
ธอส.ไม่หวั่นปล่อยกู้บ้านสนองรัฐ
ส่วนนโยบายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยก็มีไม่น้อย ทั้งการเดินหน้าโครงการบ้านหลังแรก ดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี เฟส 2 อีก 2.5 หมื่นล้านบาท และล่าสุดพรรคพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เปิดตัว “นโยบายกุญแจ 2 ดอก” โดยจะให้เงินกู้ซื้อบ้าน ดอกเบี้ยคงที่ 1% เป็นเวลา 10 ปี ผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้น 2,000 บาทนั้น นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระบุว่า ที่ผ่านมา ธอส.ทำโครงการตามนโยบายรัฐบาลอยู่แล้วและเข้าใจว่ามีหลายพรรคการเมืองที่ชูเรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำและผ่อนระยะยาวมาเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวคนและมีประโยชน์จริง ซึ่งหากแต่ละโครงการมีการจำกัดวงเงินไม่ให้เกิน 5 หมื่นล้านบาท หรืออย่างมากแสนล้านบาทก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่ ธอส. จะดำเนินการได้
“สิ่งที่กังวลคือ หากทำโครงการตามนโยบายแล้วภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนด้วยทั้งการชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหากต้องคิดอัตราต่ำเป็นเวลานานและเรื่องการประเมินผลงานหากใช้กำไรเป็นตัวชี้วัดอาจจะมีผลกระทบกับโบนัสพนักงานเมื่อมีผลกำไรลดลงจึงควรจะไปวัดที่ผลงานหรือความสำเร็จของการดำเนินโครงการมากกว่า”
ธ.ก.ส.แจงจำนำต้องชัดเจน
นอกจากนี้ นโยบายสำคัญที่หลายพรรคมักนำมาหาเสียงกับกลุ่มรากหญ้า หรือเกษตรกรคงไม่พ้นเรื่องข้าว คือการรับจำนำ และประกันราคา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะผู้ดำเนินโครงการระบุว่า จะรับจำนำราคาข้าวหอมมะลิที่ตันละ 2 หมื่นบาทนั้น อาจเป็นการจูงใจให้เกษตรกรไม่มาไถ่ถอนข้าวไป เพราะเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมากถึงตันละ 7,000 บาท เนื่องจากราคาในปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 1.3 หมื่นบาท และต้องดูว่าจะรับจำนำจำกัดปริมาณหรือไม่ หากไม่จำกัดก็จะต้องมีการใช้เงินเข้าไปรับจำนำอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเกษตรกรทั้งหมดกว่า 37 ล้านไร่ก็คงอยากได้ราคาดังกล่าวคิดเป็นวงเงินเบื้องต้นก็น่าจะอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายที่ประกาศราคาประกันข้าวขณะนี้ก็เหมือนกับการประกันราคาเพียงแต่เรียกต่างกันและอยู่ที่การส่งมอบข้าวที่เกษตรกรต้องนำมาให้รัฐแทนที่จะขายเองเหมือนประกันรายได้ เพราะหากเป็นการจำนำต้องรับซื้อในราคา 60-70% ไม่ใช่ให้ราคาสูงกว่าตลาด โดยหากจะให้กลไกลเดินไปได้ควรทำควบคู่กันไปมากกว่า การจำนำหรือแทรกแซงราคาสามารถทำได้ในช่วงต้นฤดูกาลที่ปริมาณข้าวออกมามาก ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยทำโดยรับจำนำใบประทวนอยู่แล้วปีละ 2 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม การรับจำนำข้าวเปลือกสามารถทำได้ แต่อยู่ที่การกำหนดราคาอย่าสูงกว่าตลาดมากเกินไป รวมถึงการจำกัดประมาณรับจำนำต้องมีความชัดเจน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลปริมาณข้าวที่จะเข้ามาในสต็อกรัฐเพิ่ม ที่สำคัญต้องแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตทั้งการสวมสิทธิ และการสต็อกลม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและเสียเม็ดเงินภาษีประชาชนไปโดยไม่เกิดประโยชน์กับชาวนาจริง เพราะหากทำโครงการประกันรายได้แต่กำหนดราคาประกันสูงขึ้นเพื่อเอาใจชาวนาเป็นตันละ 1.5- 2 หมื่นบาทก็ต้องชดเชยส่วนต่างเยอะ ซึ่งการใช้เงินของภาครัฐก็ไม่แตกต่างกัน
"สิ่งที่ขาดไปคือนโยบายที่เกี่ยวกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร โดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว ที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้และอุตสาหกรรมข้าวไทยจะมีการพัฒนาไปได้อีกมาก"



