ข่าว

ประเทศชาติไม่ใช่ของใคร

ประเทศชาติไม่ใช่ของใคร

13 มิ.ย. 2554

ประเทศไทยทั้งระบบ กำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นอนาคตที่กำหนดได้ จะกำหนดได้จริงหรือไม่ ต้องถามน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สองคนนี้เท่านั้นที่จะเป็นเจ้าของอำนาจ

 ตัวแปรอื่นนอกจากนี้ไม่มี ถึงแม้ว่าทุกคนจะมองการเมืองหลังเลือกตั้งอย่างมีความหวัง แต่ภายใต้โครงสร้างการเมือง ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ความวุ่นวาย ความขัดแย้งที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น รออยู่ที่ประตูแล้ว โดยเฉพาะหากผู้ชนะมีวาระอื่นแอบแฝง เช่น กรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีประเด็นการนิรโทษกรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซ่อนอยู่ และเธอเผลอบอกความในใจไปแล้วในช่วงต้นของการหาเสียงว่า จะพิจารณาคนที่ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความเป็นธรรม นับจากการปฏิวัติเดือนกันยายนเป็นต้นมา

 นี่เป็นจุดอ่อนสำคัญของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่า มีคนชั้นกลางบางส่วนที่เห็นใจและรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้รับความเป็นธรรม มีความพยายามที่จะบดขยี้พ.ต.ท.ทักษิณและเครือข่ายของเขาให้สิ้นซากในทุกรูปแบบอย่างน้อยในห้วงระยะเวลาเกือบ 5 ปีนี้ แม้กระทั่งการออกแบบรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ก็มีกฎเกณฑ์กติกามากมายที่ป้องกันมิให้ระบอบทักษิณคืนชีพขึ้นมาอีก แต่ถึงกระนั้น การนิรโทษกรรมหรือแม้จนความพยายามที่จะขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังเป็นของแสลงสำหรับพรรคเพื่อไทย ฉะนั้น นาทีนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องนิรโทษกรรม โดยย้ำภารกิจแรกหากได้เป็นรัฐบาล คือการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน

 ทั้งสองคนมีจุดอ่อน จุดแข็งแตกต่างกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ความสดใหม่ และยังไม่มีบาดแผลให้สังคมไทยพูดถึงมากนัก นอกจากข้อสังเกตเรื่องนอมินีทักษิณ และความพยายามชี้ประเด็นความผิดเรื่องการเป็นพยานเท็จ ซึ่งจะปูทางไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นอิมเมจเมกเกอร์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็สามารถสร้างภาพความสดใส และติดดินให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับที่พี่ชายของเธอลงนั่งกับพื้นเปิบข้าวเหนียว ส้มตำกับชาวบ้านภาคอีสานที่มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ส่วนจุดแข็งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือวุฒิภาวะความเป็นผู้นำที่หนักแน่น เดินเข้าหาทุกคนที่แสดงความไม่พึงพอใจ และไม่ย่อท้อที่จะสร้างความปรองดอง แต่สุดท้ายแห่งชัยชนะไม่ว่าจะเป็นใคร นั่นคือโอกาสเพียงเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่โอกาสในการครอบครองอำนาจ เพื่อตอบสนองประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

 ประเทศชาตินี้ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร ใครที่จะเข้ามาในฐานะรัฐบาล ก็จะมีโอกาสบริหารประเทศชั่วคราวเพียง 4 ปี หรืออาจสั้นกว่านั้น ขึ้นอยู่กับตัวแปรและความประพฤติของรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้หมดรูปเช่นที่มีการทำนาย ก็ยกบ้านเมืองให้กลุ่มเสื้อแดงบริหาร ถ้อยคำเช่นนี้ก็ดูจะสะท้อนอคติส่วนตัวจนเกินไป และหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศจริง เธอต้องรู้ว่าประเทศนี้ไม่ใช่บริษัทส่วนตัว เช่นที่พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะเคยคิดและสถาปนาตัวเองเป็นซีอีโอ บริหารบริษัทประเทศไทยจนบริษัทขาดทุน แต่ผู้บริหารยังอู้ฟู่ร่ำรวยเหมือนเดิม