
กกต.มั่นใจต่างชาติจะยอมรับผลเลือกตั้ง
"กกต."มั่นใจต่างชาติจะยอมรับผลการเลือกตั้ง 54 อย่างแน่นอน เผยเตรียมพิจารณาไฟเขียวให้ตัวแทนต่างประเทศเข้าสังเกตการณ์เลือกตั้ง ด้าน"ผบ.ตร."มั่นใจตร.ดูแลความปลอดภัยช่วงเลือกตั้งได้แน่ ชี้สตช.เตรียมจนท.ไว้ถึงแสนนายรับมือเลือกตั้งครั้งนี้ ชวรัตน์แนะพรรคก
(12มิ.ย.) เมื่อเวลา 12.00 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเลือกตั้งสัญจร 54 ครั้งที่ 2 ที่ราชประสงค์เออร์เบิ้นสเปซ โดยได้เชิญ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมทั้งตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรม โดยกิจกรรมในงานมีการสาธิการเลือกตั้ง การให้ข้อแนะนำในการปฎิบัติตามกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดการฝ่าฝืน หรือกากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ต่อมานายประพันธ์ กล่าวถึงกรณีที่ตัวแทนจากต่างประเทศเตรียมที่จะส่งตัวแทนขอร่วมเข้าสังเกตการณ์เลือกตั้งของประเทศไทยที่จะมีขึ้นในครั้งนี้ ว่า การสังเกตการเลือกตั้งจะได้รับการอนุญาตให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์อย่างแน่นอน เพราะเราต้องการให้ต่างประเทศยอมรับการเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งในตอนนี้กกต.กำลังพิจารณาในเรื่องดังกล่าวว่าจะอนุญาตให้ใครเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ได้บ้าง เรื่องนี้ยืนยันว่ากกต.ไม่ได้ห้ามการสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งในการเลือกตั้งปี 50 นานาชาติก็ให้การยอมรับในการเลือกตั้งครั้งนั้น
เมื่อถามว่า หากมีการระบุว่าการเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้่ไม่โปร่งใสจะทำอย่างไร นายประพันธ์ กล่าวว่า อย่างคาดการณ์อะไรล่วงหน้า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานานาชาติก็ให้การยอมรับผลการเลือกตั้งของเรา และการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็มีความพร้อม ฉะนั้นอย่างถึงคาดการณ์ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ
เมื่อถามว่า กรณีที่นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิพานิช ที่กคพ.มีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคืนตำแหน่งให้ และล่าสุดครม.ได้มีมติให้คืนตำแหน่งให้กับนายวงศ์ศักดิ์ ไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวได้ส่งมาถึงกกต.เพื่อพิจารณาอนุมัติแล้วหรือยัง นายประพันธ์ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกายุบสภา และประกาศเลือกตั้ง หากมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกฎหมายระบุให้กกต.เป็นผู้พิจารณา แต่เรื่องยังไม่มาถึงกกต. หากมีเรื่องส่งเข้ามากกต. ก็จะต้องเป็นผผู้พิจารณา
เมื่อถามถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าที่จะเริ่มการลงคะแนนในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ จะมีวิธีการดูแลความเรียบร้อยเป็นอย่างไร นายประพันธ์ กล่าวว่า การเก็บบัตร และหีบบัตรเลือกตั้งในต่างจังหวัดจะเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ ส่วนในกทม.จะเก็บไว้ที่สำนักงานเขตต่างๆ ทั้งนี้กกต.อนุญาตให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด รวมทั้งให้ตัวแทนพรรคต่างๆ สามารถติดตั้งกล้องวีดีโอได้ เพื่อสังเกตการณ์การทุจริตได้ ขอยืนยันว่าเท่าที่หารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางตำรวจมีความพร้อมดูแลการเลือกตั้งตลอด 24 ชม.
เมื่อถามว่าตอนนี้มีการร้องเรียนว่าผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อบางคนของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ยังไม่ได้ลาออกจากบอร์ดของสำงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการผิดระเบียบการลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติการลงสมัคร นายประพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับเรื่อง หากมีร้องเรียนเข้ามากกต.พร้อมที่จะตรวจสอบ
เมื่อถามถึงเรื่องการจัดทำโพลของสำนักต่างๆในช่วงนี้ นายประพันธ์ กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ แต่ระบุเพียงว่าห้ามเปิดเผยผลโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน
ทางด้านพล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เท่าที่หารือกับกกต. จะมีการรวมกำลังเจ้าหน้าที่กันเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริต รวมทั้งการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง ส่วนเรื่องการดูแลความเรียบร้อยช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งนั้น จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความปลอดภัย รวมทั้งจะดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมายต่างๆในการเลือกตั้ง โดยในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนกว่า 1 แสนนาย ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
เมื่อถามว่าขณะนี้ได้กกต.จังหวัด ในบางจังหวัดได้ถูกข่มขู่ ตำรวจจะมีมาตรการดูแลอย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนสอบสวนอย่างเร่งครัดแล้ว
“ชวรัตน์”แนะพรรคการเมืองควรรับฟังกลุ่มทูต“เอฟโอที ”
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีทูตหลายประเทศรวมตัวกันตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งในประเทศไทย โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า "เฟรนด์ ออฟ ไทยแลนด์" (เอฟโอที) ว่า เราไม่อยากวิจารณ์เรื่องนั้น อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ถือเป็นบวก เพราะเป็นการวิจารณ์จากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องการเมืองของประเทศไทย เมื่อเขาสังเกตดูสถานการณ์ เราก็ควรรับฟังไว้ ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์เรื่องอำนาจนอกระบบหลังการเลือกตั้งนั้น เรื่องนี้คงไม่มีอะไร
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษก ภท. กล่าวว่า กลุ่มทูต ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า "เฟรนด์ ออฟ ไทยแลนด์" ได้เชิญกลุ่มนักการเมืองเขาไปพูดคุยทุกพรรค ทราบว่านายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้า พท.ก็ไป แต่ที่ทูตนอร์เวย์ได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ประชาชน และนักการเมืองควรพึงสังวร ไว้ นั้นคือการสะท้อนมาจากข้างนอก เขามองเราอย่างนั้น ดังนั้นเราเองต้องร่วมกันทำอย่างไรที่ลดภาพความขัดแย้ง หากจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปเพื่อให้ต่างชาติยอมรับ
“วันนี้ใครก็ทำนายได้ ในที่สุดแล้วอย่างท่านสมัคร เป็นนอมินี บ้านเมืองก็ไปไม่รอด ท่านสมชาย ที่เป็นครอบครัวก็ไม่รอด ยิ่งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามาก็บอกว่าเป็นโคลนนิ่ง เหมือนท่านทักษิณ ดังนั้นวิธีการหาเสียงก็ให้เบาลงหน่อย จะทำให้บรรยากาศดีขึ้นได้ แต่ว่าอนาคตเรื่องใครจะมานำพาประเทศนี้ต่อไป ผมว่าประชาชนจะเป็นคนตัดสิน อำนาจนอกระบบคงไม่สำคัญหรอก แต่สิ่งที่สำคัญตัดสินใจแล้วทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ เป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนต้องการ ” นายศุภชัย ระบุ
แบท่าไม่ปิดกั้นร่วมสังฆกรรมร่วมงาน"พท."
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษก ภท. ได้เดินทางไปช่วย นางศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 หลักสี่ ดอนเมือง กรุงเทพฯ บริเวณตลาดเมืองทองนิเวศน์ 1 โดยมีชาวบ้าน 200 คนให้การต้อนรับพร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดงและคล้องพวงมาลัยดอกดาวเรือง ก่อนเดินไปหาเสียงในตลาด
โดยนายชวรัตน์ ได้ลงมือปิ้งหมูสะเต๊ะและตักข้าวต้มหมูด้วยตัวเอง โดยมีเสียงนายศุภชัย พูดว่า การเมืองเป็นเรื่องหมูๆ นอกจากนี้นายชวรัตน์ ยังได้ถูกสาวๆที่มาให้กำลังใจดึงตัวเข้าไปหอมแก้มจนมีรอยลิปสติกติดตรงบริเวณแก้มด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วยที่ ภท.กำลังหาเสียง ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้มาหาเสียงบริเวณเดียวกัน โดยมีนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้มาช่วยนายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 เช่นเดียวกัน โดยทั้ง 2 ได้เดินเข้าไปไหว้นายชวรัตน์ นายศุภชัย และนางศุภมาสอย่างเป็นกันเอง พร้อมร่วมกันถ่ายรูปนายศุภมาส ระบุว่า ขอให้กำลังใจนายสุรชาติ เพราะเป็นเหมือนน้องชายตน
ต่อมานายชวรัตน์ กล่าวว่า ตอนนี้เร่งลงพื้นที่เพื่อแนะนำพรรคการเมืองของตนเอง เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก อยากได้ประชาชนรู้นโยบายพรรค ผู้สมัครคือใคร เช่นนางศุภมาส เป็นผู้แทนเก่าแก่ของพื้นที่แห่งนี้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักและศรัทธา ทำให้ภท.หนุนนางศุภมาสเต็มที่เพื่อมารับใช้ประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ภท.มั่นใจในตัวนางศุภมาส ว่าจะสามารถชนะในเขตนี้ เพราะลงเลือกตั้งในเขตนี้มาหลายสมัย รวมถึงพื้นที่อื่นที่พรรคมั่นใจว่าจะได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5 - 10 % ซึ่งน่าจะมากกว่า 70 ที่นั่ง เพราะเรามีโพลของภท. หรือโพลของสถาบันอื่นเป็นเกณฑ์วัด ทำให้เห็นว่าผลโพลของ ภท.ที่ออกมาตามสื่อดีวันดีคืน
ด้านนายศุภชัย กล่าวว่า ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ที่พรรคภท.จะมีการแถลงรายละเอียดนโยบายยกหนี้กองทุนหมู่บ้าน โดยปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านมีอยู่ 8 หมื่นหมู่บ้าน มีปัญหาหนี้สินเยอะ เมื่อ ภท.มีนโยบายดังกล่าวออกไปก็มีกระแสตอบรับเยอะจากประชาชน
เมื่อถามว่า การจับมือทำงานระหว่างเพื่อไทย กับ ภูมิใจไทย มีโอกาสหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า “ การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร ” คำพูดอันนี้ยังใช้ได้อยู่ต้องดูความจำเป็น อะไรที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง เราคิดว่าเป็นเป้าหมายที่เราจะเดินไปหา ทั้งนี้ เงื่อนไขการปรองดองเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการพิจารณาร่วมรัฐบาล ถ้าขาดความปรองดองมีความขัดแย้งตลอดเวลาก็ไม่ดี เมื่อถามย้ำว่า ที่ระบุว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรทางการเมือง แต่เพื่อไทยประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย นายชวรัตน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคที่พูด คนที่หาเสียงอาจถือเป็นจุดขายของเขาก็ได้ เราไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เมือใดหัวหน้าพรรคมานั่งคุยกัน สิ่งนั้นคือสาระ
นายศุภชัย กล่าวว่า แนวคิดของภูมิใจไทยตอนนี้คือ วันนี้มุ่งรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เรื่องขั้นตอนเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี จะร่วมกันหรือไม่ เป็นคนละขั้นตอนยังไม่ถึงเวลา สิ่งที่เราเรียกร้องทำอย่างไรประชาชนถึงจะเข้าใจนโยบาย ซึ่งก็อยากเรียกร้องทุกพรรคการเมืองด้วยว่า วันนี้อย่าเพิ่งชูใครจะมาเป็นนายกในการเลือกตั้งครั้งนี้
“วันนี้พี่น้องประชาชนต้องตัดสินใจ แต่เรื่องสำคัญที่สุดวันนี้ท่านมีวิธีคิดจะเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งคู่ขัดแย้ง 2 พรรคใหญ่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือท่านกำลังมอบดาบให้ 2 พรรคใหญ่เตรียมฟาดฟันกันหรือเปล่า หรือตัดสินใจเทคะแนนไปให้พรรคใดพรรคหนึ่ง ผลคือ มอบดาบให้กับพรรคเดียว ถามว่าบ้านเมืองจะสงบหรือไม่ วันนี้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภามีหนังสือไปถึงประชาชนทุกคนว่า ให้เลือกผู้แทนอย่างมีสติ เลือกแล้วให้หลุดพ้นบ่วงวังวนเดิมที่เคยมีในความขัดแย้ง ความไม่ปรองดองใน 5 - 6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น อย่าพยายามมอบดาบให้กับใคร แล้วแนวคิดแก้ไขไม่แก้แค้นคงจะไม่เกิดขึ้น ” โฆษกภท. กล่าว
เครือข่ายปชช.ถกนโยบายพรรคการเมือง
ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการได้จัดเสนา “เท่าทันนโยบายพรรคการเมือง - วิพากษ์นโยบายรัฐสวัสดิการ” วิทยากรมี น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ และน.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการและหลักประกันสุขภาพ เป็นผู้ ดำเนินการเสวนา โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประมาณ 100 คน
โดยนางสุนทรี กล่าวว่า เราตระหนักถึงความแตกต่างของประชาชน แต่พรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายในครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ นอกจากนี้นโยบายส่วนใหญ่ยังขาดความชัดเจน พรรคการเมืองควรบอกที่มาที่ไปของนโยบายให้ได้รับรู้รับทราบไม่ใช่เสนอแบบลอยๆ อาทิ นโยบายการให้เบี้ยยังชีพคนชราที่เสนอเพิ่มให้กับผู้สูงอายุ 1,000 บาท เรื่องนี้ควรชี้แจงให้ชัดเจนในแนวทางวิธีคิด และเอาเงินมาจากไหน เป็นต้น
“สิ่งที่เราควรคำนึงทำอย่างไรให้ประชาชนได้สนใจนโยบายของพรรคการเมืองอย่างจริงจัง ไม่ใช่ไปสนใจแต่เรื่องของสีหรือพวกของตนเอง ส่วนพรรคการเมืองเองต้องตอบโจทย์ให้ประชาชนให้ได้จะมีมาตรการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำสังคมไทยได้อย่างไร ” นางสุนทรี กล่าว
ด้าน น.ส.สารี กล่าวว่า ตนได้ดูนโยบายของพรรคการเมืองหลายๆพรรคเห็นว่า เป็นการนำเสนอนโยบายประเภทแข่งขันกันว่า พรรคใดให้สิ่งใดอะไรมากกว่ากัน อย่างด้านหลักประกันสุขภาพจะเห็นได้ชัดทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความสำคัญดูแลประชาชนมากกว่าพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันข้าราชการก็ไม่ได้รับการดูแลตรงนี้ แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำไม่เสมอภาคทางด้านนโยบายของพรรคการเมือง ส่วนในด้านของการปฎิรูปที่เป็นหัวใจสำคัญก็มีเพียงเรื่องเดียวพรรคเดียวที่หยิบยกมาทำเป็นเรื่องโฉนดชุมชนเป็นการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์เพียงอย่างเดียวจริงๆ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นนโยบายใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสิ่งใดใหม่เป็นเพียงการสานต่อนโยบายเก่าที่สามารถทำต่อไปได้อย่างที่มีการนำเสนอกับประชาชนว่า ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แต่นับสิบต่อเนื่องได้เลย
ขณะที่ น.ส.สุรีรัตน์ กล่าวว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่สวยหรู แต่จากประสบการณ์ของสังคมที่ผ่านมาบรรดานโยบายหาเสียงเลืองตั้งที่ผ่านมาเป็นเพียงยาหอมชั่วคราวหรือการซื้อฝันที่เกิดขึ้นจริงนับครั้งได้ ถ้าวิเคราะห์นโยบายพรรคใหญ่จะที่มีลักษณะที่ไม่หนีจากกันเท่าไรนัก อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด เพราะส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำทางนโยบายจากอดีตเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าสุขภาพประชาชน อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ ชู 3 แนวทางสาธารณสุขชุมชน ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดเป็นประชาชนในชุมชนหรือห่างไกลจากเขตเมือง โดยเตรียมเพิ่มค่าเหมาจ่ายรายหัวให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ให้หลากหลายขึ้น
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ปัดฝุ่นเพิ่มสิทธิประโยชน์ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการปัดฝุ่นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สูงขึ้น ซึ่งเตรียมเชื่อมต่อโรงพยาบาลเอกชน 240 แห่งเป็นเครือข่ายเดียวกัน เพื่อให้บริการผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม อยู่ในพื้นที่ชุมชนสามารถใช้บริการได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบาย “ 1 ชุมชน 1 ทุนเรียนแพทย์” เพื่อสนับสนุนให้มีการผลิตแพทย์ที่เป็นลูก หลานของประชาชนในชุมชนนั้นๆ ซึ่งตรงนี้เห็นว่า ทุกพรรคการเมืองควรเน้นนโยบายด้านระบบประกันสุขภาพให้กับประชาชนทั่วประเทศ มากกว่าการทำนโยบายแบบแก้ปัญหาปลายเหตุ นอกจากนี้ควรต้องส่งเสริมระบบประกันสุขภาพระบบเดียวและมาตรฐานเดียวกัน เพราะจะทำให้ประชาชนในชุมชนได้รับประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าเขตเมือง ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพจะลดหรือหมดไปได้



