
3เดือนวิกฤตินิวเคลียร์ฟูกูชิมะเหลียวหลังมองหาสาเหตุที่มา
วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ใน จ.ฟูกูชิมะ ที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวระดับ 9 และคลื่นสึนามิซัดถล่มชายฝั่งทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ของญี่ปุ่น ผ่านมา 3 เดือนแล้วโดยไม่มีวี่แววว่าจะจบลงในเร็ววัน ในโอกาสนี้
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น "โยมิอูริ" ได้มีรายงานน่าสนใจ ไล่เรียงให้เห็นว่านอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ยังมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่พาญี่ปุ่นเข้าสู่วิกฤติการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ไหนในโลก โดยเผยแพร่ออกมาสองตอนแรกเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตอนแรกใช้ชื่อเรื่องว่า "การเยือนของคัง เสียเวลาเปล่าประโยชน์"
01.00 น. วันที่ 12 มีนาคม ประมาณ 10 ชม. หลังเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ นายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง หัวเสียมากขึ้นเรื่อยๆ และบอกกับเหล่าคนสนิทที่สำนักงานว่า อยากเดินทางไปยังโรงไฟฟ้าเพื่อไปดูสถานการณ์ด้วยตนเอง แต่นายยูกิโอะ เอดาโนะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พยายามทัดทาน และติงว่า "หากท่านทิ้งสำนักงานไปตอนนี้ จะถูกตำหนิอย่างรุนแรงแน่นอน"
นายคังตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวว่า อะไรสำคัญกว่าการแก้ไขสถานการณ์ หรือคิดแต่กลัวจะถูกโจมตี
ณ เวลานั้น แรงดันในอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 เพิ่มสูงขึ้นถึงระดับเกือบสองเท่าของแรงดันที่โครงสร้างออกแบบมาให้รับได้
บริษัทพลังไฟฟ้าโตเกียว(เทปโก้) ได้ข้อสรุปว่าจำเป็นต้องระบายไอร้อนที่จะมีกัมมันตรังสีจากเตาปฏิกรณ์ปนออกมาด้วย เพื่อป้องกันการระเบิด แม้ว่าวิธีการนี้ยังไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม
พนักงานเทปโก้หลายคนระบุว่า สถานการณ์ที่ถึงขั้นต้องระบายไอกัมมันตรังสีนั้น เป็นภาพเลวร้ายที่สุดแล้ว แถมยังเจอกับปัญหาไม่คาดฝันเพิ่มคือระบบไฟฟ้าไม่ทำงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเตรียมการระบายไอเพื่อลดแรงดัน
06.14 น. เช้าวันที่ 12 มีนาคม นายคังขึ้นเฮลิคอปเตอร์ทหาร ถึงโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะในเวลา 07.11 น.
ที่ห้องประชุมในอาคารต้านแผ่นดินไหว ที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการคลี่คลายวิกฤติโรงไฟฟ้า นายคังถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ได้ระบายไอความร้อนแล้วหรือยัง ณ ขณะนั้น เวลาได้ผ่านไปแล้วกว่า 5 ชม.นับตั้งแต่รัฐบาลอนุมัติให้เทปโก้ลงมือ
นายคังเริ่มคุมอารมณ์ได้ เมื่อนายมาซาโอะ โยชิดะ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้า รายงานว่า “เราจะตั้งหน่วยพลีชีพเข้าไปทำงานนี้”
ทันทีที่นายคังพ้นจากห้องประชุม หลังเวลา 08.00 น. นายโยชิดะก็สั่งให้คนงานเตรียมการทันที ราวกับว่านายโยชิดะได้รอจนนายคังออกไปเสียก่อนจึงได้เริ่มงาน
การตระเตรียมงานระบายแรงดันที่เตา 1 เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.15 น. คนงานมุ่งหน้ายังเตาหมายเลขหนึ่ง แบกถังไนโตรเจนและแบตเตอรี่เหนือบ่า และเรียกภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าว่า “การทำหน้าที่ครั้งสุดท้าย”
พวกเขาต้องการทำงานในสภาพแวดล้อมอันตรายอย่างยิ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง รังสีแตะระดับสูงกว่า 106 มิลลิซีเวิร์ต สูงกว่าเกณฑ์ที่ยอมให้คนงานโรงงานไฟฟ้าได้รับได้
คนงาน 3 ทีม ทีมละ 2 คน ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไประบายไอร้อน จนถึงระดับที่ลงความเห็นว่า ภารกิจลุล่วงแล้ว เมื่อเวลา 14.00 น.
ทว่า อีกประมาณชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น ได้เกิดเหตุระเบิดไฮโดรเจนขึ้น
เทปโก้ ให้เหตุผลว่า เพราะความล่าช้าในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้การระบายไอร้อนต้องล่าช้าออกไป
แต่ในความเป็นจริงคือการอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร ตามคำสั่งของรัฐบาล เสร็จสิ้นตั้งแต่เวลา 12.30 น.
ยังเป็นข้อกังขาว่าเหตุใดนายโยชิดะถึงได้รออยู่นานหลายชั่วโมงจึงสั่งให้คนงานเริ่มลงมือ
จากภาพถ่ายของเทปโก้แสดงว่า บนไวท์บอร์ดในห้องควบคุมกลางของเตาหมายเลข 1 นั้น มีการเขียนความคืบหน้าของสถานการณ์เป็นระยะ แต่นับจากเวลา 06.29 น. เกือบเป็นเวลาเดียวกับที่นายคังออกจากสำนักงานในโตเกียว จนถึงเวลา 09.04 น. ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนายคังออกจากโรงไฟฟ้า ไม่มีการเขียนความคืบหน้าใดๆ ปรากฏบนไวท์บอร์ด
เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของเทปโก้กล่าวว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจว่า การระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนนั้น สามารถป้องกันได้หรือไม่ แต่มั่นใจว่าการไปเยือนของนายคังนั้น ทำให้พวกเราเสียเวลา
แต่อีกด้านหนึ่ง นายคังมองว่าการรับมือของเทปโก้ก็สร้างปัญหา เพราะไม่ได้ทำการระบายความร้อนตามคำสั่งของรัฐบาลทันที
ตอนที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญสุดประหลาดใจก๊าซไฮโดรเจนระเบิด
“เสียงระเบิดดังขึ้นที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ หมายเลข 1" ข้อความนี้ถูกส่งจากสำนักงานตำรวจฟูกูชิมะ ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล ที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของสำนักนายกรัฐมนตรี ในกรุงโตเกียว เมื่อเวลา 15.36 น. วันที่ 12 มีนาคม แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์(ไนซา) และเทปโก้ ที่อยู่ในสำนักงานนายกฯ เวลานั้น ไม่เชื่อ บางคนพูดซ้ำๆ เป็นไปไม่ได้
5 ชม.ผ่านไป รัฐบาลจึงยอมรับว่า มีการระเบิดไฮโดรเจนเกิดขึ้นจริงที่เตาปฏิกรณ์ 1 แต่เนื่องจากการระเบิดเช่นนี้ ไม่เคยถูกบรรจุเป็นหนึ่งในภาพสมมุติเหตุการณ์กรณีเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการวิเคราะห์
20.40 น. นายเอดาโนะ ออกมาแถลงว่า ระเบิดสร้างความเสียหายแก่อาคารปฏิกรณ์ แต่ถังปฏิกรณ์ไม่เสียหาย พร้อมย้ำว่า เตาปฏิกรณ์ยังปลอดภัยดีอยู่ ขณะที่เทปโก้ แถลงแค่ว่ากำลังวิเคราะห์เหตุระเบิด
"ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนใดคาดถึงว่า ระเบิดไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นกับเตาปฏิกรณ์ได้” นายโกชิ โฮซาโนะ ที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรีคังเผย
ก่อนหน้านั้น นายฮารุกิ มาดาราเมะ ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยนิวเคลียร์ กล่าวว่า "มีการเติมก๊าซไนโตรเจนเข้าไปในถังคลุมเตาปฏิกรณ์แล้ว ดังนั้น การระเบิดของไฮโดรเจนจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน" นายคังยอมรับคำอธิบายนั้น
ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์ รวมทั้งนายมาดาราเมะ ได้มองข้ามความเสี่ยงของไฮโดรเจนระเบิด เพราะยึดรายงานปี 2545 ที่เทปโก้และบริษัทการไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 5 แห่ง ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเป็นคู่มือดำเนินมาตรการรับมืออุบัติภัยนิวเคลียร์ร้ายแรง ซึ่งระบุไว้ว่า การระเบิดของไฮโดรเจน เป็นกรณีที่ไม่ต้องคำนึงถึง
ความเชื่อนี้มาจากความรู้พื้นฐานว่า การระเบิดลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นหากในถังปฏิกรณ์ยังมีไนโตรเจนซึ่งจะช่วยรักษาระดับไฮโดรเจนให้อยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่นายโตโมโฮ ยามาดะ ผู้อำนวยการแผนกออกใบอนุญาตพลังงานนิวเคลียร์ของไนซา กล่าวว่า เตาปฏิกรณ์ถูกออกแบบให้กันก๊าซไฮโดรเจนรั่วไหลออกจากถังปฏิกรณ์ สู่อาคารคลุมเตา ทำให้พวกเราสันนิษฐานว่า ก๊าซไฮโดรเจรไม่น่าระเบิด แต่ได้ยอมรับว่าเพราะการสรุปแบบนี้ ทำให้ไม่ได้รวมมาตรการป้องกันเหตุระเบิดไว้ในรายงานประเมินมาตรการความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ของเทปโก้เอง ระบุว่าแท่งเชื้อเพลิงที่เตา 1 ได้เกิดการหลอมละลายหลังแผ่นดินไหว 16 ชม. ทำให้ระดับความดันและถังปฏิกรณ์เสียหาย จากนั้น ก๊าซไฮโดรเจนซึ่งเกิดจากเซอร์โคเนียมหุ้มแท่งเชื้อเพลิงทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ได้รั่วออกมา และเริ่มสะสมภายในอาคารคลุมเตา
กระนั้น อดีตผู้บริหารเทปโก้กล่าวว่า ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ก๊าซไฮโดรเจนจะก่อตัวขึ้นในปริมาณมาก หลังแท่งเชื้อเพลิงไม่ได้สัมผัสกับน้ำ เราต้องยอมรับว่า มั่นใจเกินไป
เทปโก้พยายามจะระบายไฮโดรเจนออกจากอาคารเตาปฏิกรณ์อื่นๆเช่นกัน แต่ติดที่ระดับรังสีสูงมาก ทำให้คนงานไม่สามารถเข้าไปป้องกันการระเบิดแบบเดียวกันได้ที่เตาหมายเลข 3 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม
อาจกล่าวได้ว่า การระเบิดไฮโดรเจนที่เตา 1 เป็นจุดหักเหที่นำมาสู่ความล่าช้ารับมือกับอุบัติภัยนิวเคลียร์
รูปแบบเครื่องปฏิกรณ์เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ 1 เผชิญเหตุระเบิดหลายครั้ง เพราะการออกแบบเตาปฏิกรณ์ที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดระเบิดไฮโดรเจนได้ แต่ความเสี่ยงเหล่านี้กลับถูกมองข้าม
เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1-5 เป็นรุ่น "มาร์ค-1" ออกแบบและพัฒนาโดย เจเนอรัล อิเล็กทริค (จีอี) ของสหรัฐ ในทศวรรษที่ 1960
มาร์ค-1 เป็นหนึ่งในเตาปฏิกรณ์แบบไลท์วอเตอร์รุ่นเก่าแก่ที่สุด ส่วนโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ 1 ก็ก่อสร้างมาได้ 44 ปีแล้ว
อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเทปโก้ที่เคยทำงานที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ กล่าวว่า เครื่องปฏิกรณ์ มาร์ค-1 ค่อนข้างเล็กและแรงดันแปรปรวนง่าย การเดินเครื่องจึงค่อนข้างลำบาก ก๊าซไฮโดรเจนสะสมได้ง่าย รู้สึกได้ว่ามีความเสี่ยงสูง
ในสหรัฐอเมริกา ยังมีการใช้เครื่องปฏิกรณ์มาร์ค-1 จำนวน 23 เครื่องในโรงไฟฟ้า 16 แห่ง
ช่วงทศวรรษที่ 1970 ฝ่ายดูแลความปลอดภัยนิวเคลียร์สหรัฐเคยคิดจะสั่งห้ามใช้เครื่องปฏิกรณ์มาร์ค-1 เพราะวิตกว่ามีความเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับถังปฏิกรณ์ แต่ด้วยยังใช้กันอย่างกว้างขวาง จึงไม่ได้ออกคำสั่งให้เลิกใช้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษเดียวกัน มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการสะสมของก๊าซไฮโดรเจน ทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าหลายแห่ง ได้ติดตั้งอุปกรณ์ผลิตน้ำจากไฮโดรเจนในอาคารกังหันปั่นไฟ และฉีดก๊าซไนโตรเจนเข้าไปในถังครอบเชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะก็ดำเนินมาตรการเหล่านี้เช่นกัน
แต่ในทศวรรษที่ 1980 เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์สหรัฐ ชื่อว่านายฮาโรลด์ เดนตัน ได้ออกมาเตือนอีกว่า มีความเป็นไปได้ถึง 90% ที่เครื่องปฏิกรณ์มาร์ค-1 จะเกิดเหตุระเบิด หากแท่งเชื้อเพลิงร้อนสูงเกินไปและหลอมละลายในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
ปลายทศวรรษที่ 1980 จีอี รอดตัวจากเสียงวิจารณ์ ด้วยการปรับปรุงระบบระบายอากาศเพื่อลดแรงดันในถังปฏิกรณ์มาร์ค-1
กระนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของผู้ผลิตเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ เราไม่มีความรู้ว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะทำงานได้อย่างไรหากไฟดับ เครื่องผลิตน้ำจากไฮโดรเจนก็ทำงานไม่ได้เช่นกันหากไม่มีไฟฟ้า
เทปโก้ใช้เตาปฏิกรณ์รุ่นมาร์ค-2 ที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ หรือฟูกูชิมะ หมายเลข 2 ซึ่งระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์สามแห่งที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ หยุดทำงานชั่วคราวเช่นกันหลังแผ่นดินไหว แต่ไม่มีปัญหาก๊าซไฮโดรเจนระเบิด
อุไรวรรณ นอร์มา
ที่มา โยมิอูริ



