ข่าว

ยุทธการ3ขาปราบนักการเมือง...โกงข้าราชการ...ทุจริต

ยุทธการ3ขาปราบนักการเมือง...โกงข้าราชการ...ทุจริต

11 มิ.ย. 2554

นับแต่วันสงกรานต์ 19 เมษายน 2554 กฎหมายใหม่ เสริมเขี้ยวเล็บให้ ป.ป.ช. เริ่มบังคับใช้ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554” เสริมประสิทธิภาพ ให้การทำงานปราบคอรัปชั่น

 ให้ได้ผลมากกว่าที่ผ่านๆ มา เริ่มตั้งแต่การเพิ่มอำนาจการตรวจสอบทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติให้ ป.ป.ช.มีอำนาจในการ “ยึดและอายัด” ชั่วคราว เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายและเป็นการตรวจสอบให้เข้าถึงข้อมูลได้ รวมถึงการให้ใช้อำนาจเช่นเกี่ยวกับ ปปง.ว่าด้วยการเงิน ให้ตรวจสอบฐานการเงิน ธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารต่างๆ ได้ด้วย

 นี่เป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุก

 ที่ชัดเจนที่สุดอีกมาตราก็คือ มาตราที่ 100 ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น กฎหมายใหม่ระบุชัดเจนว่า การมีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นถือว่า เป็นการทุจริต ใครมีอำนาจจะนำอำนาจนั้นมาเอื้อต่อประโยชน์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอีกไม่ได้

 มาตรการเชิงรุกสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การกำหนดให้แจ้งทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เมื่อรับตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงนั้น ต่อไปนี้ จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว กฎหมายใหม่ ระบุให้ ป.ป.ช.สามารถกำหนดให้นักการเมืองและข้าราชการระดับไหนก็ได้ ให้มาแจ้งทรัพย์สินและหนี้สิน หากอยู่ใน “ภาวะเสี่ยง” ที่จะเกิดข้อครหาหรือมีโอกาสที่จะเกิดการคอรัปชั่นขึ้นได้

 ดังนั้น ต่อไปนี้ ไม่ใช่แต่บุคคลที่เป็นนักการเมืองและได้รับเลือกตั้ง เป็น ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี หรือข้าราชการตั้งแต่อธิบดีขึ้นไปเท่านั้น ที่ต้องแจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. โอกาสต่อไป จะต้องเพิ่มขึ้นอีกในระดับที่กำหนด โดยพุ่งเป้าไปที่ ผู้ที่มีส่วนในการ “จัดซื้อจัดจ้าง” ในระบบราชการ ซึ่งจะต้องแจ้งทรัพย์สินและถูกตรวจสอบได้ด้วย

 จากการดำเนินการที่ผ่านมาของ ป.ป.ช. มีเรื่องที่ยังต้องดำเนินการอยู่ 3 หมื่นเรื่อง มีคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวน ประมาณ 3,000-4,000 เรื่อง อยู่ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงอีก  6,000-7,000 เรื่อง

 สาเหตุหนึ่งของการคอรัปชั่น โอกาสในการเกิดขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ “การจัดซื้อจัดจ้าง ถือเป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริต” มีการร้องเรียนกันมากที่สุด

 ในที่ประชุมสหประชาชาติ ได้ให้ความสนใจในกรณีนี้มาก จึงได้คิดหาแนวทางในการป้องกัน เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันเชิงรุก ก็คือ การกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่มีการประกาศให้มีการจัดซื้อจัดจ้างนั้น จะต้องแจ้งให้ชัดเจนต่อ ป.ป.ช.ว่า มีฐานการคำนวณประมาณการ “ราคากลาง” อย่างไร ถือเป็นข้อมูลสำคัญ เพราะว่าในการประมูลนั้น ราคาสูงต่ำกว่าราคากลาง มีผลต่อการตัดสินใจในการจัดซื้อจัดจ้างได้

 ขณะเดียวกัน มาตรการป้องกันเชิงรุก อีกมาตรการที่ถือว่าสำคัญ และ “นักธุรกิจเอกชนมีสิทธิติดคุก ป.ป.ช.” ได้ ก็คือ ภาคเอกชนที่ติดต่อทำธุรกิจกับภาครัฐนั้น จะต้องแจ้งให้ชัดเจนอย่างถูกบังคับด้วยกฎหมายต่อสรรพากรว่า การใช้จ่ายเงินในการดำเนินการธุรกิจเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น จะต้องระบุให้ชัดเจนว่า ใช้อะไร อย่างไร จะไม่มีการระบุง่ายๆ อีกต่อไป เพื่อ ป.ป.ช.จะได้ประสานกับสรรพากร ในการติดตามเงินของเอกชนและภาครัฐที่เกี่ยวข้องกันไปในทางทุจริตได้

 เพราะเชื่อว่า การทุจริตคอรัปชั่นนั่น จะเกิดขึ้นสำเร็จได้ก็ด้วย คนสามขา นั่นคือ นักการเมือง ข้าราชการและภาคเอกชน

 ที่ผ่านมา นักการเมืองและข้าราชการ ถูกจับตามากที่สุด ต่อไปนี้ ภาคเอกชน จะเข้ามามีส่วนร่วมในการ “รับผิด” ที่เกิดขึ้นด้วย

 พร้อมกันนั้น ยังได้ขยายความคำว่า พนักงานของรัฐ ให้หมายถึง พนักงานรัฐวิสาหกิจ กรรมการบอร์ดองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น หากเอกชน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ นั้น ให้ถือว่า พนักงานของรัฐ จะต้องรับผิดชอบต่อมาตรา 157 เช่นเดียวกับข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจ นั่นคือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติให้ได้รับความเสียหาย

 นักธุรกิจหรือเอกชนต้องรับผิดเช่นเดียวกับนักการเมืองและข้าราชการ หากเกิดความเสียหายหรือทุจริตขึ้นในองค์กรนั้นๆ

 การขยายระดับการตรวจสอบทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกตินี้ ได้เพิ่มระดับออกไปจนถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้ “ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วย เช่น นายก อบต.และผู้ได้รับเลือกตั้งทุกคน เป็นการเพิ่มเติมจากเดิม อบจ. อบต. เทศบาล สุขาภิบาล นั้น กำหนดไว้ให้ยื่นแสดงทรัพย์สินในฐานะองค์กร ที่มีรายได้ตั้งแต่ 50 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท เท่านั้น แต่ต่อไปนี้ กฎหมายใหม่กำหนดให้ “ผู้บริหารท้องถิ่น” ทุกคน จะต้องยื่นแสดงทรัพย์สิน หนี้สิน เป็นรายบุคคล ทุกคน
 
 การแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินนี้ จะต้องแจ้งอย่างละเอียดถึงทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ แล้วให้รวมไปถึงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่ในต่างประเทศและยังให้แจ้งถึง

 “ผู้ดูแลทรัพย์สินแทน” หรือหากมีนอมินี ก็ต้องแจ้งให้ทราบด้วยว่า ได้มอบหมายให้ใครดูแลทรัพย์สินนั้นๆ แทน ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง

 พร้อมกันนั้น ยังกำหนดให้ผู้เป็นพยาน จะได้รับการคุ้มกันความปลอดภัย ได้รางวัลสินบนนำจับ และไม่ต้องรับผิดต่อคดีทุจริตที่เกิดขึ้น ด้วยการ “กันเป็นพยาน” ในคดี

 สุดท้าย เพื่อให้การทำงานสำเร็จได้ ป.ป.ช.จึงได้เปิดรับสมัครข้าราชการ ป.ป.ช.รุ่นใหม่ ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่ก่อตั้ง โดยประกาศรับสมัครตั้งแต่วันนี้ กำหนดสอบในเดือนกรกฎาคม สำหรับนักกฎหมายที่สำเร็จนิติศาสตร์ จำนวน 240 อัตรา มาเสริมเขี้ยวเล็บ

 ทั้งหมดนี้หวังว่า กฎหมายใหม่จะเป็นเครื่องมือของ ป.ป.ช.ในการอุดช่องโหว่ที่มีอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามการทุจริตของ ป.ป.ช.และเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างได้ผลต่อไป


  “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

 “(7) ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 
 (8) สมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทบวง หรือกรมสำหรับข้าราชการพลเรือน ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำหรับข้าราชการทหาร ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ

 “ผู้บริหารระดับสูง” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง กรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการระดับต้นหรือเทียบเท่าของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หน่วยงานที่ใช้อำนาจหรือได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง และให้หมายความรวมถึงบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลหน่วยงานดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น

ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ
กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)