
จุดพลุ"นอร์ทเกท"ผ่านสามเหลี่ยมศก.เปิดโอกาส"เบตง"สู่ประตูเชื่อมโยงการค้า
โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อันประกอบด้วย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle หรือ IMT-GT) ก่อตัวขึ้นในปี 2536 จากความต้องการร่วมกันของรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ ที่ต้องการจะพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ด้วยการอาศัยความเชื่อมโ
"สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ" มีพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ใน 3 ประเทศ อันได้แก่ จังหวัดสุมาตราเหนือ และจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย, 4 รัฐด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซีย คือ รัฐเคดาห์ ปีนัง เปรัค และเปอร์ลิส และ 5 จังหวัด ทางภาคใต้ของไทย คือ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
หลายโครงการที่ขับเคลื่อนในพื้นที่ของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่น่าสนใจคือ "โครงการนอร์ทเกท" ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดนระหว่าง เปิงกาลันฮูลู รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย (Pengkalan Hulu, Northgate) กับ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นการพัฒนาในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมผสมผสานเข้าด้วยกัน
รูปแบบของโครงการนี้คือ การปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อการเกษตรหรือสวนยางพาราขนาด 151 เอเคอร์ หรือ 382 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งซื้อขายที่น่าสนใจ ควบคู่กับการเป็นแหล่งผลิต และสถานที่ท่องเที่ยว โดยกลุ่มผู้พัฒนาคือ Northgate Consortium ซึ่งประกอบด้วย Puri Utama Development Sdn Bhd, Monteron Development Sdn Bhd, Puri Ventures Sdn Bhd, Puri Realty Sdn Bhd, Banjaran Maju Sdn Bhd และ IOP Global DotCom Sdn Bhd
สำหรับยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ของ "นอร์ทเกท" คือมุ่งเน้นการพัฒนาที่มีต่อการเกษตร, การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการวิจัย โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการพัฒนาครบวงจรครอบคลุมห้าแผนงาน 1.การจัดทำโซนอุตสาหกรรม 2.พื้นที่ตลาดพาณิชย์และการค้า 3.โรงแรมและรีสอร์ท 4.พื้นที่ส่งเสริมการเกษตร และ 5.เขตปลอดภาษีเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนไทย - มาเลเซีย ทำให้ นอร์ทเกท ไม่ได้ถูกออกแบบมาเฉพาะแค่เพียงชาวมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงการที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมในทุกๆ ด้าน โดยคาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2555
ลี เย็น เทียน กรรมการผู้จัดการโครงการ Northgate avenue กล่าวว่า แนวคิดของโครงการนี้คือ ในช่วงเวลากลางวันพื้นที่แห่งนี้จะมีกิจกรรมการซื้อขาย มีการผลิต และเป็นพื้นที่ให้แก่ธุรกิจค้าปลีก ส่วนในเวลากลางคืนจะเป็นแหล่งสำหรับความบันเทิงและพักผ่อน มีแผนสำหรับการเป็นเขตพื้นที่ที่ปลอดภาษีและปลอดหนังสือเดินทางฟรี ในพื้นที่พัฒนานอร์ทเกท ยังมีการวางแผนสำหรับการขนส่งทางด่วนจากมาเลเซียและไทยเพื่อการขนส่งผู้โดยสารในการเข้าถึงของทั้งสองประเทศ
ส่วนความคืบหน้าของโครงการ ที่เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 เริ่มด้วยการพัฒนาตลาดการค้าปลีก ร้านอาหารและดิวตี้ฟรีที่เรียกว่า Northgate Arena ซึ่งแล้วเสร็จในปลายปี 2553 ที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยหลากหลายธุรกิจ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง ส่วน Northgate Avenue เปิดตัวในวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา โดยเป็นเขตการค้าการพาณิชย์ และยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้า บริการจากทั้งประเทศมาเลเซียและไทย
"เราพยายามที่จะทำให้ นอร์ทเกท เปิงกาลันฮูลู เป็นเมืองชายแดนด้านบนของมาเลเซีย เป็นตัวเร่งในการพัฒนาที่น่าตื่นตาตื่นใจของเมืองชายแดนไทย-มาเลเซีย" ลี เย็น เทียน กล่าวและว่า มูลค่าการพัฒนารวมทั้งหมดของ นอร์ทเกท อารีน่า และ นอร์ทเกท อเวนิว สูงกว่า 150 ล้านริงกิต หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท และมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดที่ประมาณการสำหรับการพัฒนานอร์ทเกทอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเกินกว่า 500 ล้านริงกิต หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้หากประมวลจากยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับต่างๆ รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ ทั้งในฝั่งรัฐและเอกชนแล้ว ก็จะเห็นความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโต โดยเฉพาะโครงการนอร์ทเกท ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายแดนของรัฐเปรัค ในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมผสมผสาน ตามแนวคิดของโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ตรงนี้จะเป็นอีกจุดหนึ่งบริเวณชายแดนที่ได้รับการพัฒนา" คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา สะท้อนความเห็น
ทั้งนี้ ในระยะยาวทางอำเภอเบตงสามารถนำสินค้าโอท็อปมาเปิดตลาดการค้าได้ อีกทั้งยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวในโครงการนี้ ได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังเบตงและจังหวัดใกล้เคียง ขณะเดียวกันการแข่งขันในด้านธุรกิจก็คงจะมีเพิ่มมากขึ้น แต่คาดว่าคงไม่มีปัญหาในตัวสินค้าเนื่องจากสินค้าไม่เหมือนกัน โดยของไทยจะเน้นเป็นผลิตภัณฑ์และผลผลิตภายในประเทศ ส่วนของประเทศมาเลเซียจะเป็นสินค้าทั่วไป ซึ่งในเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง
ขณะที่อำเภอเบตงจะไม่มีฐานะของการเป็นเมืองปิดอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเมืองที่ถูกเปิดประตูไปมาหาสู่กันระหว่างประเทศได้สะดวก และเกิดการเร่งรัดพัฒนาในหลายๆ ด้าน สอดรับในด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่ง ตามแนวถนนที่รัฐบาลเร่งปรับปรุง เป็นการเชื่อมโครงข่ายระหว่างกันทั่วพื้นที่อนุภาคจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเดิมมีเส้นทางถนนที่ถูกยกขึ้นเป็นถนนสายเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่างอยู่แล้วคือ การเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือน้ำลึกสงขลา ผ่านหาดใหญ่ แล้วผ่านข้ามแดนที่ด่านสะเดา เข้าสู่รัฐเคดาห์ของประเทศมาเลเซีย โดยไปบรรจบที่ท่าเรือน้ำลึกในรัฐปีนัง ในการขนส่งสินค้าที่ผ่านมาจะใช้ถนนสายนี้
ดังนั้น เมื่อมีการยกระดับแนวถนนในชายแดนใต้ ให้เชื่อมออกสู่ประเทศมาเลเซียสายใหม่เป็นผล เท่ากับว่าสินค้าในพื้นที่อนุภาค 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และใกล้เคียง ก็จะถูกลำเลียงส่งออกผ่านไป โดยมีเบตงเป็นจุดผ่านแดนสำคัญ ทั้งนี้ถนนสายเศรษฐกิจตอนล่าง ยังสามารถเชื่อมโยงได้ไปถึงหาดใหญ่และสงขลา ทั้งยังเชื่อมต่อไปถึงปัตตานีที่ในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าและอาหารฮาลาลที่สำคัญที่สุด
ส่วนนราธิวาสก็จะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการเกษตร ขณะที่ยะลาจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการเกษตรเช่นกัน ทั้งยังเชื่อมโยงไปได้ถึง อ.กาบัง ใน จ.ยะลา ที่จะเป็นเมืองหน้าด่านติดต่อกับประเทศมาเลเซียแหล่งใหม่ โดยทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อมายัง อ.เบตง มุ่งตรงไปสู่ท่าเรือบัตเตอร์เวอร์ธที่ปีนังในที่สุด แนวถนนสายดังกล่าวนี้ถือเป็นสะพานเศรษฐกิจ เชื่อมไทย-มาเลเซียเส้นทางใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่อนุภาคจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่างสู่ประเทศมาเลเซียและตลาดโลก
การลงทุนครั้งนี้ของกลุ่มทุนมาเลเซีย จึงมีมิติของความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจทั้งต่อมาเลเซียและไทย



