ข่าว

"บังยี"ชู6แผนงานเลือกนายกบอล"กร๊อง"เน้นโปร่งใส

"บังยี"ชู6แผนงานเลือกนายกบอล"กร๊อง"เน้นโปร่งใส

11 มิ.ย. 2554

4 ผู้ชิงชัยนายกสมาคมลูกหนังโชว์วิสัยทัศน์ "บังยี" วรวีร์ มะกูดี แย้ม 6 แผนงานหวังรักษาเก้าอี้ ขณะที่ "บิ๊กกร๊อง" วิรัช ชาญพานิช เน้นการบริหารแบบมืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้าน "พี่ทอม" กษิติ กมลนาวิน ย้ำเป็นวาระแห่งชาติที่จะสกัดมาเฟียกีฬา ส่วน "ลุงหนวด"

ที่ห้องส่งสถานีทีวีกีฬา “ทีสปอร์ต” ภายในราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ พิธีกรรายการ “สปอร์ตวิชั่น” เชิญ 4 ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย มาแสดงวิสัยทัศน์ โดยมี พิเชฐ มั่นคง และกษิติ กมลนาวิน เข้าร่วมบันทึกรายการในห้องส่ง ขณะที่ 2 ตัวเต็ง วรวีร์ มะกูดี กับ วิรัช ชาญพานิชย์ ใช้วิธีโทรศัพท์เข้ามาในรายการ มีสาระสรุปได้ดังนี้

 “บังยี” วรวีร์ มะกูดี เสนอโครงการ 6 เรื่องใหญ่ๆ ประกอบด้วย การพัฒนาสโมสรในลีกอาชีพให้ได้มาตรฐาน เริ่มต้นจากไทยพรีเมียร์ลีก ที่จะต้องทำให้ได้ภายในปีนี้ เปิดสถาบันผู้ตัดสินเพื่ออบรม สร้างสายเลือดใหม่ และพัฒนาผู้ตัดสินที่มีอยู่ให้มีศักยภาพมากขึ้น ทำสถาบันผู้ฝึกสอน มีการอบรม พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยวิทยากรจากฟีฟ่าและเอเอฟซี พัฒนาทีมชาติไทยด้วยการปฏิรูปการทำทีมชาติไทยทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันลีกอาชีพที่กำลังพัฒนาสามารถผลิตนักเตะใหม่ขึ้นมาเยอะ ซึ่งจะเป็นอีกทางที่ทำให้ทีมชาติไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 รักษาการนายกลูกหนังกล่าวต่อไปว่า การทำทีมชาติทุกชุดจะไม่มีนโยบายให้ผู้จัดการจ่ายเงิน หากเป็นหน้าที่สมาคมรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งได้ใช้นโยบายดังกล่าวนี้มานานแล้ว และที่ผ่านมาตนเป็นแกนหลักในการหารายได้เข้ามาบริหารงานทีมชาติ และปัจจุบันทีมชาติมีพัฒนาการไปในแทบทุกชุด และกระจายการแข่งขันออกไปสู่ภูมิภาคในทุกระดับเช่นกัน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแสดงวิสัยทัศน์ พิธีกรพยายามจะสอดแทรกคำถามเข้าไป ปรากฏว่า “บังยี” ปฏิเสธที่จะตอบ พร้อมเสนอว่าหากจะเป็นการตั้งคำถามต้องเป็นรายการรูปแบบอื่น แต่นี่คือการให้มาแสดงวิสัยทัศน์เท่านั้น ก่อนกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้แล้วยังมีแผนการพัฒนาฟุตบอลระดับรากหญ้า ซึ่งปัจจุบันมี 12 ศูนย์ พร้อมจะขยายเป็น 24 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยแต่ละศูนย์จะครอบคลุม 3-4 จังหวัด ดังนั้นจะเห็นว่าจากนี้ไปการพัฒนาของฟุตบอลจะไม่อยู่แค่ส่วนกลางที่เรามีที่หนองจอกเท่านั้นอีกต่อไป และสุดท้ายคือการจัดแมทช์ระดับนานาชาติที่จะดึงทัวร์นาเมนต์ของฟีฟ่า และเอเอฟซีมาลงในประเทศไทย พร้อมกับผลักดันนโยบายจัดการแข่งขันฟุตบอลสโมสรอาเซียน แชมเปี้ยนส์ลีกขึ้นมา เพื่อพัฒนาศักยภาพของสโมสรในประเทศก่อนไปสู่ระดับเอเชียต่อไป

 จากนั้นเป็นคิวของ “บิ๊กกร๊อง” วิรัช ชาญพานิชย์ อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย กล่าวว่า ผลงานทีมชาติไทยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา คือแรงขับเคลื่อนที่บรรดาสโมสรอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้บริหารสมาคม ส่วนตัวเสียดายเวลาที่ทำงานมา จากที่เคยขึ้นไปติดอันดับ 40 กว่าของโลก ปัจจุบันร่วงมา 100 กว่า นี่คือจุดผลักดันที่ทำให้ตัดสินใจเสนอเป็นตัวเลือก ที่หากได้รับความไว้วางใจจะต้องเข้ามาจัดระบบการบริหารสมาคมให้เป็นมืออาชีพในทุกด้าน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับในบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด ต้องเข้าไปจัดระเบียบกันใหม่ ทั้งสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่ต้องให้สโมสรที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น มีความชัดเจนในการทำงาน ไม่ใช่มุ่งแต่ด้านธุรกิจ ที่สุดท้ายจะกลายเป็นฟองสบู่แตก และที่สุดคือ การพัฒนาบุคลากรในทุกด้าน ด้วยการเอาฟีฟ่า และเอเอฟซี เข้ามาให้ความรู้

 “แต่ที่หวังมากที่สุดคือ อยากเห็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส ไม่มีการเมืองเข้ามาพัวพัน ทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องทำ กกท.เองก็ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ หากแต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องควบคุมดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกฎข้อบังคับ เช่นเดียวกันสมาคมที่ต้องปฏิบัติในกรอบ ไม่พยายามทำสิ่งไม่ถูกไม่ควร และหวังว่าการเลือกตั้งในวันที่ 17 มิถุนายน จะเป็นวันสุดท้าย ไม่มีการเลื่อนออกไปไหนอีก และไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในวงการกีฬา”

 นอกจากนี้พิธีกรได้ถามว่า ปัจจุบันมีเสียงสนับสนุนเท่าไหร่ “บิ๊กกร๊อง” ตอบว่า เรื่องนี้นับได้ยาก เพียงแต่เท่าที่พูดคุยกันมีการรับปากทำให้ทราบว่ามีทีมที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่หัวใจหลักของการเสนอตัวครั้งนี้คือ อยากทำทีมชาติให้ประสบความสำเร็จ ทำให้คนไทยมีความสุข

 ส่วน “พี่ทอม” กษิติ กมลนาวิน กล่าวว่า สมาคมฟุตบอลเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ ไม่ต้องการให้เป็นของใคร หรือกลุ่มบุคคลใดเข้ามายึดครองแบบชั่วลูกชั่วหลาน ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายต้องการขจัดมาเฟียจากวงการกีฬาทุกรูปแบบ และต้องการผู้นำที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รับผิดชอบเมื่องานล้มเหลว

 “ที่สำคัญคือ ในฤดูกาลหน้าค่อนข้างแน่นอน สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์จะขึ้นมาสู่ไทยพรีเมียร์ลีกอีกทีม อันอาจเกิดปัญหาสมยอม ทีมอื่นต้องเสียเปรียบไป-กลับถึง 6 คะแนน ที่ไม่มีที่ไหนในโลกที่ทำทีมซึ่งมีเจ้าของคนเดียวกันอยู่ในลีก ดังนั้นต้องมาวางกฎเกณฑ์กันใหม่ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความไปขัดขาใครทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการจัดลีกดิวิชั่น 3 ที่จะให้ทีมจากถ้วย ข ค และ ง สมัครใจเข้าร่วม ส่วนที่เหลือกลายเป็นทีมสมัครเล่น นอกจากนี้จะจัดฟุตบอลเยาวชนเด็ก 12-13 ปี และสำคัญสุดคือ พัฒนารูปแบบการเล่นของทีมชาติไทย ให้เล่นแบบวัน-ทัช ให้อำนาจสิทธิ์ขาดกับโค้ช เพื่อพาทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลก หากทำไม่ได้พร้อมลุกจากเก้าอี้ทันที”

 สุดท้ายเป็น “ลุงหนวด” พิเชฐ มั่นคง กล่าวว่า นโยบายเดิมของสมาคมชุดรักษาการ หากอันไหนดียังต้องเอามาสานต่อ แต่ที่ต้องเพิ่มเติมคือ จัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาฟุตบอล พร้อมโครงสร้างร่างกายนักเตะตั้งแต่อายุ 12 ปี ที่พัฒนาเด็กไทยสูง 180 เซนติเมตรขึ้นไปสู้กับต่างชาติ ส่งเสริมสโมสรสมาชิกให้เป็นอาชีพ สมาคมต้องไม่ไปรังแกสโมสร เน้นการมีส่วนร่วม ที่สภากรรมการบริหารต้องมาจากหลากหลายกลุ่มทั้งสื่อมวลชน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ หรือแม้แต่ตัวแทนสโมสร โค้ชทีมชาติ ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น เพราะคนไทยพูดคุยกันเข้าใจง่ายกว่าโค้ชต่างชาติ และสุดท้ายคือ โควตานักเตะต่างชาติในลีกที่ต้องปรับให้เหลือลงทะเบียน 5 คน ลงสนามได้ไม่เกิน 3 คนเหมือนสากล

 “ผมมั่นใจว่าได้ลงสมัครแข่งขัน แต่ไม่มั่นใจที่จะชนะเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามนโยบายที่กล่าวมาสามารถทำได้เลย และจะไม่ร่วมทำงานกับผู้สมัครคนอื่น เพราะมีทีมงานตัวเองอยู่แล้ว นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย หากไม่ได้จะถอยไปอยู่วงนอก แต่ที่ผ่านมาการบริหารของสมาคมหลายยุคหลายสมัย ไม่ใช่แค่สมัยของนายวรวีร์ ถือว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า”

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในการสอบถามของพิธีกรเกี่ยวกับความหวังในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัคร 3 คน ที่ยินดีตอบคำถาม ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้มีความโปร่งใส ไม่มีอำนาจการเมืองเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะนายกษิติ กล่าวว่า นี่เสมือนเป็นวาระแห่งชาติที่สโมสรต้องการความเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการคนเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ใครถูกที่ยึดใบอำนาจไป ขอให้ประกาศยึดกลับมาคืน