
"ธนินท์"ชี้ช่องดึงทุนสำรองพัฒนาชาติย้ำหลีกเลี่ยงสินค้าแพงไม่ได้ต้องเน้นเพิ่มรายได้
เจ้าสัวซีพีแนะรัฐบาลนำทุนสำรองฯมาใช้ลงทุนในประเทศ มองการท่องเที่ยวช่วยสร้างรายได้ แต่การเมืองต้องมีเสถียรภาพ ด้าน "สมคิด" อยากเห็นรัฐบาลมียุทธศาสตร์ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและพลังงานที่มีราคามีแนวโน้มสูงขึ้น
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา Thailand Lecture 3rd "Wisdom For Change" ในหัวข้อ "บริบทใหม่ทางธุรกิจการค้า" ว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมาก มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ถ้าบริหารจัดการเป็นก็ควรนำเงินสำรองดังกล่าวมาลงทุนด้านสาธารณูปโภคในประเทศ หรือลงทุนในต่างประเทศ แทนการออกพันธบัตรในประเทศ หรือซื้อพันธบัตรในสหรัฐดอกเบี้ย เหมือนสิงคโปร์ที่มีเทมาเส็กเป็นบริษัทลงทุน
สำหรับการลงทุนในประเทศนั้น ควรเน้นด้านการท่องเที่ยว โดยวางแผนเจาะรายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น จีน อินเดีย อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเมืองนิ่ง มีความสมานฉันท์ จะเห็นว่าทุกวันนี้นักท่องเที่ยวนิยมไปท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเสถียรภาพการเมืองไทยไม่แข็งแกร่ง จึงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
"รัฐบาลใหม่ต้องดูแลราคาสินค้าและรายได้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหลังจากนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการยกระดับแรงงานไทย เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีรายได้สูง สอดคล้องกับราคาอาหารที่สูงขึ้น" นายธนินท์กล่าว
ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจเข็มทิศประเทศไทย” ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ควรมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้สามารถขับเคลื่อนได้อีกครั้งหลังจากชะงักงันไป จนขีดความสามารถแข่งขันของไทยค่อยๆ ต่ำลง ซึ่งขอฝากประเด็นเศรษฐกิจให้รัฐบาลใหม่พิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ 1.เศรษฐกิจที่ต้องเติบโตต่อเนื่องยั่งยืน และ 2.การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างกระจายรายได้ทั่วถึง
“อยากเห็นการเลือกตั้งที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรัฐบาล ไม่อยากเห็นจุดยืนนโยบายแบบเกทับบลัฟแหลก เอาใจประชาชน หลายปีที่ผ่านมาไทยไร้ยุทธศาสตร์ ปัจจุบันราคาอาหารและพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น รัฐบาลควรกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งสองเรื่องนี้ให้ชัดเจน" นายสมคิด กล่าว
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการตอบคำถามสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่อผลกระทบเงินเฟ้อ ว่า นโยบายดังกล่าวจะกดดันต่อเงินเฟ้อแค่ไหน ต้องรอดูแผนบริหารราชการแผ่นดิน แต่โดยส่วนตัวมองว่าประเทศที่มีอนาคตควรต้องดำเนินนโยบายอย่างมีสติและรอบคอบ ซึ่งไทยควรใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วยดูแลเงินเฟ้อ เนื่องจากจะได้ผลดีกว่านโยบายการเงิน และการดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย



