ข่าว

 ฟันธง"เงินเฟ้อ"รุนแรงแน่ !!

ฟันธง"เงินเฟ้อ"รุนแรงแน่ !!

10 มิ.ย. 2554

อาจจะถึงเวลาที่รัฐบาล “ไทย” คงต้องเริ่มใช้ “นโยบายการเงินแบบคุมเข้ม” เพื่อเตรียมรับมือปัญหา “เงินเฟ้อ” อย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ เพราะคงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้น แขวนชีวิตเอาไว้กับ “การส่งออก”

เมื่อเกิดอะไรขึ้นในตลาด “การส่งออก” ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างรุนแรงเสมอ และคงต้องยอมรับนะครับว่า วิกฤติการณ์ “เงินเฟ้อ” กำลังเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก ดังจะเห็นได้จากธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อ “ป้องปราม” ปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น 

 พร้อมกับเตรียมมาตรการรับมือ หากปัจจัยลบทั้งหลายเปิดฉากเกิดพร้อมกัน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้บางประเทศเผชิญกับสภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะที่อัตรา “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากนักวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนออกมาดาวน์เกรด “จีน” หลายครั้งในรอบไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของ “จีน”  ซึ่งจัดได้ว่าเป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงผู้กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกรายใหญ่ที่สุดจะชะลอตัวลง  

 กลุ่ม “คลังสมอง” จาก “ปารีส” ก็ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตรา “เงินเฟ้อ” สำหรับสมาชิก 34 ชาติเป็น 2.3% จาก 1.5% เมื่อปลายปีที่แล้ว และเพิ่มเป็น 1.7% ในปีหน้าจากที่คาดการณ์เดิมอยู่ที่ 1.4% ในส่วนของ “โออีซีดี” เสนอแนะให้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1-1.25% ภายในปลายปีนี้ และ 2.25% ในปลายปีหน้า รวมทั้งเรียกร้องให้ ธนาคารกลาง “อังกฤษ” ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% ปลายปีนี้ และ 2.25% ปลายปี 2012 

 นอกจากนั้น ธนาคารกลางของหลายประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ก็เริ่มใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินอย่าง เช่น  แคนาดา สวีเดน และ นอร์เวย์ ก็ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ทางการเงินได้คาดไว้ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ  จีน อินเดีย และ บราซิล ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับ “เงินเฟ้อ” ก็เป็นแนวทางเดียวกัน

 แม้ว่าเศรษฐกิจโลกดูเหมือนจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่ยังคงมีโอกาสไม่น้อยที่จะถดถอยอีกครั้ง นอกจากนั้น ถ้าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้ามารุมล้อมพร้อมกันอาจทำให้เศรษฐกิจโลกที่กำลังดูเหมือนว่ากำลังฟื้นตัวก็จะทรุดฮวบลงอีก และอาจนำไปสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งที่ “การขยายตัวของเศรษฐกิจตกต่ำ” และอัตรา “เงินเฟ้อ” พุ่งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวหลักๆ ของเศรษฐกิจในภาพรวม คือ ราคาน้ำมัน และ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่แพงขึ้น อีกทั้งเศรษฐกิจ “จีน” ในภาพรวมจะชะลอตัว รวมทั้งตลาด “อสังหาริมทรัพย์” ประเภทที่อยู่อาศัยก็จะตกต่ำซ้ำซากกันอีกระลอก 

 นอกจากนั้น สถานการณ์การเงินใน “ญี่ปุ่น” และ “สหรัฐ” ยังคงตกอยู่ในสภาวะผันผวน และทั้งสองประเทศนี้จำเป็นต้องปรับสภาวการณ์คลังให้เข้าสู่สมดุล รวมทั้งตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของ “จีน” ลดลงจาก 9.7% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว เหลือ 9% สำหรับปีนี้ (เทียบกับที่เคยโตถึง 10.3% ในปี  2010) และมีการคาดการณ์ว่า “จีน” อาจยังจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.50% เป็นอย่างน้อยเพื่อควบคุม “เงินเฟ้อ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “จีน” อาจจำเป็นที่จะต้องปล่อยให้เงิน “หยวน” แข็งค่าขึ้นตรงกับสภาวะความเป็นจริงอาจจะช่วยลดความกดดันจากสภาวะ “เงินเฟ้อ” อย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งปฏิกิริยา “ลูกโซ่” สืบเนื่องจากปัญหา “เงินเฟ้อ” ก็อาจจะนำไปสู่ “วิกฤติการณ์ทางการค้า” ของโลกรอบใหม่ก็กำลังก่อตัวขึ้น 

 ดังนั้น จะเห็นว่าในปัจจุบันหลายต่อหลายประเทศกำลังเตรียมการรับมือกับสภาวะวิกฤติการณ์ “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และผมเชื่อว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจของ “ไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมรับมือกับปัญหา “เงินเฟ้อ” กันไว้ให้ดีครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์