
การเมืองเปลี่ยน-การศึกษาไม่เปลี่ยน
การเมืองเปลี่ยน-นโยบายเปลี่ยน ปัญหาการศึกษาไม่เคยเปลี่ยน !!!
ความจริงข้อหนึ่ง ที่ยากปฏิเสธคือ ภาวะของความเปลี่ยนแปลง ภายหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
นี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมดา ที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ
และปรากฏการณ์ธรรมดาที่ว่านี้ ก็มีผลกระทบ ในเชิงโครงสร้างสังคมโดยภาพรวมเสมอ ๆ
ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ สำหรับภาวะการณ์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นไปโดยวิถีทางปกติ โดยกระบวนการประชาธิปไตย หรือเป็นไปโดยวิถีทาง ที่ไม่เป็นไปโดยกระบวนการประชาธิปไตย
โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายการกุมกลไก “อำนาจรัฐ” จากกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง
โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็จะเปลี่ยนถ่ายตามความพึงพอใจ ของฝ่ายซึ่งได้กุมกลไก “อำนาจรัฐ”
ความจริงข้อนี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
และความจริงข้อนี้ ก็แสดงให้เห็นชัดถึงผลกระทบ จากความไม่ต่อเนื่อง และการสะดุดหยุดลงของการดำเนินนโยบายในทุก ๆ ด้าน
แน่นอนว่า “นโยบายด้านการศึกษา” ก็ไม่ได้มีข้อยกเว้นใด ๆ
ความจริงที่รู้กันโดยทั่วไปคือ “ฝ่ายการเมือง” ที่มุ่งเป้าหมายสู่การกุมกลไก “อำนาจรัฐ” แทบไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าไหร่นัก กับ “นโยบายด้านสังคม”
ทั้งที่จะว่าไปแล้ว เรื่องที่ว่านี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และถือว่า เป็นโครงสร้างใหญ่ของสังคม ในการขับเคลื่อนกลไกทุกภาคส่วนของสังคม
ความจริงก็คือ “ฝ่ายการเมือง” มุ่งเน้นต่อเป้าหมายในทางการเมือง
และให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเมือง มากกว่าประเด็นอื่น ๆ
นี่ทำให้ “นโยบายด้านสังคม” ของแทบจะทุกพรรคการเมือง กลายเป็นประเด็นรอง ที่แทบไม่มีผลใด ๆ ในทางปฏิบัติ
แน่นอนว่า “นโยบายด้านการศึกษา” ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “นโยบายด้านสังคม” ก็ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ฐานรากที่สำคัญที่สุดของสังคม คือ “ฐานรากของการศึกษา”
ซึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยสะท้อนถึงภาวะมั่นคง และเข้มแข็งอย่างที่พึงจะเป็น
เป็นความจริงว่า ทุกภาคส่วนของสังคมไทย สามารถดำเนินไปได้ ด้วยกลไกประจำที่มีอยู่
เป็นความจริงว่า กลไกของระบบราชการ สามารถขับเคลื่อนโดยไม่ขาดช่วง
ทว่า ! ความจริงที่จริงยิ่งกว่าคือ กลไกที่ว่าเหล่านี้ ล้วนดำเนินไปภายใต้ระบบของการบังคับบัญชา
ภายใต้ข้อจำกัดของ “นโยบายด้านการเมือง”
และภายใต้การชี้นำ โดย “ฝ่ายการเมือง” ซึ่งเข้ามาควบคุมและกำหนดนโยบายด้านนั้น ๆ โดยตรง
นี่เป็นความจริงที่ยากแก่การปฏิเสธ และความจริงข้อนี้ ก็ทำให้เกิดแนวคิด ที่จะกำหนดแนวทางของการยกระดับการศึกษาไทย
โดยการบัญญัติไว้ในกฎหมายสูงสุด อย่าง “รัฐธรรมนูญ”
เพื่อให้รากฐานทางการศึกษาไทย มีหลักประกันอันมั่นคง และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าการเปลี่ยนจะเปลี่ยนผ่านเช่นใด
นี่ทำให้ มีการกำหนดแนวคิดและแนวทาง ของการ “ปฏิรูปการศึกษา”
โดยรับรองสิทธิ์ครั้งสำคัญ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540
และพัฒนามาสู่ความเป็น “วาระแห่งชาติ” จนปรากฏรูปธรรมของ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542”
ภายใต้ความเชื่อที่ว่า นี่จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในการนำพาประเทศให้พ้นจาก “วิกฤติการศึกษาไทย” และ “วิกฤติสังคมไทย”
สังคมไทยในห้วงเวลานั้น มีการกำหนด “วาระเร่งด่วน”
เพื่อแก้ปัญหาให้พ้นวิกฤติการณ์ ใน 5 ด้านหลัก คือ
1.ด้านโอกาส และการเข้ารับการศึกษา
2.ด้านคุณภาพการศึกษา
3.ด้านความเสมอภาคในสิทธิทางการศึกษา
4.ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเข้าถึงแหล่งเรียนรู้
5.ความสามารถในการแข่งขันด้านอื่น ๆ
แล้วสังคมไทยก็ผ่าน 1 ทศวรรษ ของการ “ปฏิรูปการศึกษา” ที่เริ่มนับจาก ปี 2542 ถึง ปี 2551
แต่ไม่ใช่ด้วยความสำเร็จในการดำเนินการ หากแต่เป็นความกังขาด้วยคำถามนานัปการ ที่ผูกโยงถึงความล้มเหลว ในการ “ปฏิรูปการศึกษาของไทย”
นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ ในห้วงเวลา 1 ทศวรรษ ของการ “ปฏิรูปการศึกษา”
พร้อม ๆ กับความน่าสงสัย ถึงความมีอยู่ของการชี้นำ ผ่าน “นโยบายด้านการเมือง”
โดยเฉพาะเมื่อมองผ่าน “ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี” และรูปธรรมในการปฏิบัติ ตามนโยบายด้านการเมือง ที่แปรผกผันต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
ภาวะการณ์เช่นว่านี้ ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่ง ในทศวรรษที่ 2 ของการ “ปฏิรูปการศึกษา รอบ 2” ในช่วงปี พ.ศ.2552-2561
วันที่ 18 ส.ค.2552 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มีมติเห็นชอบข้อเสนอ “การปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561)”
และเห็นชอบหลักการ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง พ.ศ.2552 ตามที่ ก.ศึกษาธิการ เสนอ
ภายใต้ “3 เป้าหมายหลัก” คือ
1.เน้นคุณภาพ มาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทย
2.เพิ่มโอกาสการศึกษาและเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
3.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม
พร้อมกับขยายความถึงกรอบและแนวทางการปฏิรูปฯ โดยการพัฒนาคุณภาพคนไทย , พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ , พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ
ทว่า ! จนถึงห้วงเวลานี้ ก็ยังไม่ปรากฏดัชนีชี้วัดใด ๆ ที่จะแสดงว่า รากฐานทางการศึกษาของไทย เข้มแข็งและมั่นคงอย่างที่พึงจะเป็น
พร้อม ๆ กับข้อกังขานานัปการ ว่าด้วยความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษา ที่ทับซ้อนอยู่กับ “นโยบายด้านการเมือง” ก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากสังคมไทย
ความจริงก็คือ แนวทางการ “ปฏิรูปการศึกษา” ถูกบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 และแนวทางที่ว่านี้ ก็ยังถูกรับรองต่อเนื่อง ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550
แต่จนถึงห้วงเวลานี้ ภาพสะท้อนของการปฏิรูปการศึกษาของไทย ก็ยังคงเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น และไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ที่ ณ เวลานี้ บรรดานักวิชาการศึกษา จะมีคำถามในลักษณะเดิม
ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ ณ เวลานี้ คำถามนานัปการ จะกลับไปอยู่ที่กลไกของ “ฝ่ายการเมือง”
โดยเฉพาะในส่วนของ “นโยบายด้านการศึกษา”
เช่นว่า การเรียกร้องต่อพรรคการเมือง ของ “รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร” หัวหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา
“ในฐานะที่เป็นหนึ่งของผู้ที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ใคร่ขอให้พรรคการเมือง และผู้สมัครทุกพรรค หันมาให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา
และการแก้ปัญหาเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในสถาบันการศึกษา จะได้นำนโยบายไปเป็นทางเลือกในการตัดสินใจการเลือกตั้ง
ที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่าง ๆ มักจะชูนโยบายด้านเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นอันดับแรก ซึ่งหลายพรรคการเมืองได้มองข้ามด้านสังคม การศึกษา กีฬา และปัญหาที่เกี่ยวกับเยาวชน
ดังนั้น จากนี้ไปคงถึงเวลาที่แต่ละพรรค จะได้ชูประเด็นนโยบาย ที่จะผูกใจคนในวงการศึกษา และเยาวชนผู้มีส่วนได้เสีย
เราไม่ควรจะมองข้ามในเรื่องนี้ เพราะเท่าที่ติดตามนโยบายด้านสังคมที่เกี่ยวกับการศึกษามีน้อย และมีเพียงบางพรรคเท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าว
ที่สำคัญ นโยบายการศึกษา ควรจะเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ปฏิบัติได้จริง โดยไม่มุ่งหวังประชานิยมจนเกินเลย
และที่สำคัญ ทุกพรรคควรที่จะประกาศตัวบุคคล ที่จะดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ให้ชัดเจน เพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้ง
ขณะนี้ ปัญหาด้านการศึกษา และปัญหาเยาวชน กำลังรอการแก้ไขจากรัฐบาลใหม่อยู่”
นี่เป็นรูปธรรมหนึ่ง ที่สะท้อนถึงภาวะปัญหาด้านการศึกษา ที่ยังดำรงอยู่ และผูกโยงแนบแน่น อยู่กับ “ฝ่ายการเมือง” และ “นโยบายด้านการเมือง”
ที่ส่งผลโดยตรง ต่อ “นโยบายด้านการศึกษา” อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ข้อเรียกร้องของนักวิชาการด้านการศึกษา พุ่งเป้าไปที่ “นโยบาย” และ “ตัวบุคคล” ของ “ฝ่ายการเมือง” ที่จะเข้ามากำหนดและกำกับนโยบาย
นี่เช่นเดียวกับการสะท้อนผ่านผลการวิจัย ของ “ลาวัลย์ หอนพรัตน์” นักวิชาการ จาก ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ในช่วงเดือน ต.ค.2552 ในฐานะหัวหน้าคณะโครงการวิจัยเรื่อง “สภาพปัญหาและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา”
ที่พบว่า ปัญหาหนึ่งของ “นโยบายการศึกษา” คือ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“จากการศึกษากฎหมายและเอกสาร รวมถึงสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดเวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็น จากข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาใน 4 ภูมิภาค
พบว่า ส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาหนึ่งคือ นโยบายทางการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขาดความต่อเนื่อง
เพราะพรรคการเมืองมักใช้นโยบายการศึกษาในการหาเสียง ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของพรรค ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของผู้ปฏิบัติ”
นี่เป็นสภาพปัญหาที่เป็นมา และยังดำรงอยู่ต่อเนื่อง แม้กระทั่งถึงห้วงเวลาปัจจุบัน
และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ขณะที่รากของปัญหา ของ “นโยบายการศึกษา” ยังอยู่ที่ “ฝ่ายการเมือง” และ “นโยบายด้านการเมือง”
ที่ส่งผลต่อ “นโยบายการศึกษา” โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่า ! “นโยบายด้านการศึกษา” ของ “ฝ่ายการเมือง” และ “พรรคการเมือง” ตลอดจน “บุคลากรทางการเมือง”
กลับยังเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น และแทบจะไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด
นี่อาจเห็นได้จาก มุมมองผ่านนักวิชาการด้านการศึกษา ที่สะท้อนปรากฏการณ์ที่ปรากฏในปัจจุบัน อย่างตรงไปตรงมา
เช่นว่า ความเห็นของ “ช่วงโชติ พันธุเวช” อธิการบดี ม.ราชภัฏสวนสุนันทา
“จากการวิเคราะห์นโยบายด้านการศึกษา ของพรรคการเมืองในแต่ละพรรค พบว่า ทุกพรรคต่างวางนโยบายด้านการศึกษา ลักษณะคล้าย ๆ กัน
โดยส่วนใหญ่เน้นเรื่องธุรการ เป็นงานประจำที่แต่ละรัฐบาลต้องดำเนินการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนฟรี นมฟรี ฯลฯ
หากรัฐบาลชุดใหม่ พรรคการเมืองต้องการแก้ไข พัฒนาการศึกษาจริง ๆ ควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด นั่นคือ เรื่องของคุณภาพ ซึ่งต้องดูว่า อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดคุณภาพ
ไม่ใช่เน้นการขายฝัน หรือขายในสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ประชาชนอยู่แล้ว
สิ่งแรกที่รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเข้ามาดำเนินการแก้ไขโดยด่วนได้แก่ เรื่องของคุณภาพเด็ก ครู และหลักสูตร ไม่ใช่ไปแก้ที่โครงสร้าง
แต่ต้องมุ่งสร้าง กำหนดนโยบายที่จะช่วยปฏิรูปการผลิตครู ที่แตกต่างไปจากในปัจจุบัน การแก้ปัญหา ครู หลักสูตร สามารถดำเนินการได้ทันที และเห็นผลที่ชัดเจน”
และความเห็นของ “สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“จากการวิเคราะห์นโยบายด้านการศึกษา ของพรรคการเมือง 26 พรรค ที่ลงสมัครรับการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.นี้ พบว่า พรรคที่มีนโยบายการศึกษา มีเพียง 4 พรรคเท่านั้น
สะท้อนให้เห็นว่า พรรคที่ตั้งขึ้นเป็นพรรคเฉพาะกิจ บางคนก็ออกมาติงต๊อง บางคนก็ยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่มีการนำเสนอนโยบายใด ๆ เป็นหลัก กลายเป็นจุดอ่อนของการเมืองไทย
ที่ตั้งพรรคการเมืองเพื่อตนเอง ไม่ได้ตั้งใจแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง”
และ...
“ภาพรวมแล้ว ทุกพรรคหาเสียงกับครู ทั้งเรื่องเงินเดือน วิทยฐานะ แต่ไม่มีพรรคใดบอกว่า จะทำอย่างไรให้ครูกลับมาทำงานหนัก เพื่อยกระดับคุณภาพเด็กไทย
เป็นการหาเสียงแบบติดสินบนครูมากกว่า
เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายการศึกษาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่า อ่อนด้อยกว่าการเลือกตั้งปี 2551 เสียอีก”
นี่เป็นข้อมูล จาก “สมพงษ์ จิตระดับ” ที่ระบุว่า จาก 26 พรรค มีเพียง 4 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ , เพื่อไทย , ชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่มีนโยบายด้านการศึกษา
แต่ทั้ง 4 พรรค ก็เป็นนโยบายในลักษณะกว้าง ๆ และยังน่ากังวลต่อ “ตัวบุคคล” ของ “ฝ่ายการเมือง” ที่จะมาทำหน้าที่กำกับดูแล “นโยบายด้านการศึกษา”
นี่คือสถานะความจริง ของปัญหาฐานรากของการศึกษาไทย ที่เป็นอยู่และเป็นไป
นับเนื่องจากอดีต จนถึงปัจจุบัน และอาจหมายรวมถึงอนาคตอันใกล้
เว้นก็แต่ทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ “ฝ่ายการเมือง” จะกลับมาให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ต่อรากฐานของปัญหาการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดอย่างแท้จริง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง มักมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคม
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ “อำนาจรัฐ”
ซึ่งยึดโยงอยู่กับ “โครงสร้างอำนาจทางการเมือง” อย่างแนบแน่น
นี่ส่งผลอย่างยิ่ง ต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย และส่งผลต่อกลไกราชการ และกลไกทางสังคมทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นรากของปัญหา ที่ต้องเร่งแก้ไขให้ตรงจุด
เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมี “หลักประกัน” สำหรับแนวทางการ “ปฏิรูปการศึกษา”
ที่รับรองสิทธิ์โดยกฎหมายสูงสุด อย่าง “รัฐธรรมนูญ”
เพราะนี่คือ “กรอบหลักของโครงสร้าง” ที่จะครอบคลุมกลไกการปฏิบัติทั้งหมด
แต่ก็เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีการลงลึกถึงรายละเอียดของการปฏิบัติ ทั้งระดับ “นโยบาย” และระดับ “ปฏิบัติการ”
แน่นอนว่า กลไกราชการอันเป็นกลไกปกติ สามารถขับเคลื่อนและดำเนินไปได้ด้วยตนเอง
แต่ก็ชัดเจนว่า กลไกราชการอันเป็นกลไกปกติ ก็ยังมีข้อจำกัดและความจำเป็น ในการดำเนินการภายใต้กลไก ของระดับ “นโยบาย”
โดยเฉพาะจาก “ฝ่ายการเมือง” และ “บุคลากรทางการเมือง”
นี่เป็นรากของปัญหา ที่อยู่ในสภาวะแปรผกผันทั้งจากระดับโครงสร้าง ระดับนโยบายการเมือง และระดับปฏิบัติการ โดยกลไกราชการ
นับเนื่องจากอดีต จนถึงปัจจุบัน และอาจหมายรวมถึงอนาคตอันใกล้
เว้นก็แต่ทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ “ฝ่ายการเมือง” จะกลับมาให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ต่อรากฐานของปัญหาการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดอย่างแท้จริง !!!
..............................................
นโยบายรัฐบาล ด้านการศึกษา
1.ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากร เพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษา
2.ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา
3.พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น
4.จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรม
5.ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ
6.ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
7.ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์
8.เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและเรียนรู้ อย่างมีบูรณาการในทุกระดับการศึกษาและในชุมชน
(หมายเหตุ : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2551 ณ ก.การต่างประเทศ)
นโยบายด้านการศึกษา พรรคประชาธิปัตย์
-เรียนฟรี เรียนดี มีงานทำ
-เด็กไทยทุกคนจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงมัธยม 6 อย่างมีคุณภาพ
-ออกข้อบังคับห้ามโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียน และแจ้งให้ผู้ปกครองทราบถึงนโยบายเรียนฟรีจริง
-ใช้งบประมาณที่จัดเพิ่มจากปัจจุบัน ของก.ศึกษาธิการ และ อปท. 28,954.29 ล้านบาท
-เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องทำงานเป็น สร้างงานได้ มีงานทำ
นโยบายด้านการศึกษา พรรคเพื่อไทย
-พัฒนาให้ระบบการศึกษาไทย มีคุณภาพและความมั่นคงยั่งยืน เป็นโครงสร้างหลักของการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ เช่น Video Conference , One-Laptop-per Child , Course Ware ฯลฯ
-เน้นการให้ทุนการศึกษา และการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา
-เน้นการเสริมสร้างวินัยแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสู่วินัยแห่งปัญญา และความคิดที่สร้างสรรค์
-เน้นการพัฒนาศักยภาพและมาตรฐานทางการศึกษา เร่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และมีความเท่าเทียมกันของโอกาส
นโยบายด้านการศึกษา พรรคชาติไทยพัฒนา
-ให้ความสำคัญกับผู้รับการศึกษา เรียนฟรีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดหาทุนการศึกษาให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สูงขึ้น สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
-พัฒนาคุณภาพครู บุคลากรทางการศึกษา สนับสนุนปราชญ์ชาวบ้านให้มีส่วนร่วมให้การศึกษา
-ส่งเสริมหลักสูตรบูรณาการ
-เพิ่มศักยภาพการบริหารการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจ เพื่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรทางศาสนา และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาทุกระดับ
(หมายเหตุ : ที่มา : "วารสารวิทยาจารย์"
http://www.withayajarn.com/)



