
พลเมืองอภิวัฒน์
"ในสถานการณ์วิกฤติทางสังคมและการเมืองที่ดำรงอยู่ การเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคม 2554 ที่กำลังจะมาถึงนับเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งที่อาจส่งผลต่อทิศทางของประเทศว่าจะผ่านวิกฤติไปสู่ภพภูมิใด ระหว่างวิบัติหรือวิวัฒน์..."
การประเมินข้างต้นนี้ ผมคัดมาจากบทความของ พลเดช ปิ่นประทีป ในหัวข้อ "พลเมืองอภิวัฒน์ จัดระเบียบประเทศไทย” ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการแถลงข่าววันเปิดตัว "เครือข่ายพลเมืองอภิวัฒน์" ที่โรงแรมย่านโบ๊เบ๊ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
"5 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศชาติและสังคมไทยของเราเกิดวิกฤติการณ์ทางสังคมและทางการเมืองขนาดใหญ่หลายระลอก การแย่งชิงอำนาจรัฐส่วนบนของกลุ่มชนชั้นนำ ต่างฝ่ายต่างใช้มวลชนรากหญ้า ทหารตำรวจชั้นผู้น้อยเข้าปะทะกันทำให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตายและเผาบ้านเผาเมืองจนวุ่นวายกลายเป็นบาดแผลทางสังคมที่บาดลึก...
"โชคดีที่ยังมีกลุ่มคนอีกบางส่วนที่ไม่นิ่งเฉยและไม่ยอมจำนนได้ลุกขึ้นมาหาทางออกให้แก่บ้านเมือง"
กลุ่มคนที่หมอพลเดชกล่าวอ้างไว้ในบทความชิ้นนี้ ล้วนเป็นนักวิชาการ นักต่อสู้ภาคประชาชน ซึ่งเคยร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ 3-4 ทศวรรษที่แล้ว
นัยว่าบางคนรู้สึกผิดหวังในการขับเคลื่อนของภาคประชาชนมีสี ที่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง จึงพยายามออกแบบการเคลื่อนไหวใหม่ให้มีความเป็นอิสระ ไม่ยึดโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ใด
สำหรับเป้าหมายในการอภิวัฒน์บ้านเมืองของเครือข่ายฯ ปรากฏอยู่ในคำแถลงตอนหนึ่งว่า
"ผลลัพธ์เป้าหมายที่อยากเห็นคือ การมีกติกาใหม่ในการปฏิรูปการเมืองการปกครองก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2558 โดยเฉพาะในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแยกอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ การเลือกรัฐบาลโดยตรง การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนจัดการตนเอง และการเพิ่มบทบาทหน้าที่ของภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการมีแผนพัฒนาประเทศฉบับปฏิรูปสำหรับการพัฒนาในระยะยาว"
อ่านมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ประเด็นหลักๆ อาจารย์เสกสรรค์ได้พูดถึงเรื่อง "อำนาจ" ในการเมืองไทย
"ปัญหามันมีอยู่ว่าในระยะหลัง ก็มีชนชั้นนำใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจเอกชน คนเหล่านี้ก็อยากมีฐานะทางการเมืองการปกครองเช่นกัน และหนทางเดียวที่พวกเขาจะขึ้นสู่อำนาจได้ก็ต้องอาศัยระบบเลือกตั้งเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ระบอบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเวทีอำนาจที่สำคัญ ที่พวกเขาจะต้องหวงแหน ประชาธิปไตยไม่ได้มีฐานะเป็นอุดมคติอย่างเดียว หากยังเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจชนิดหนึ่งด้วย"
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เสกสรรค์ เพราะมีความรู้สึกมานานแล้วว่า "นักเลือกตั้ง" ส่วนใหญ่เข้าใจความหมายของ "ประชาธิปไตย" เปรียบเสมือนบันไดไต่ดาวของนักล่าฝันในวงการบันเทิง
อาจารย์เสกสรรค์จึงเสนอให้เปิด "พื้นที่ทางการเมือง" เพื่อรองรับองค์ประกอบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
"ถ้าอำนาจถูกผูกขาด อำนาจไม่แบ่ง มันก็ต้องมีคนมาท้า เป็นเรื่องธรรมดา"
ก่อนคณะปฏิรูปจะโบกมืออำลา ก็ได้ฝากข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ซึ่งมีเป้าหมายไม่ต่างจากเครือข่ายพลเมืองอภิวัฒน์ ที่วาดหวังจะให้เป็นจริงในปี 2558
ก่อนจะถึงวันนั้น สังคมไทยหลังการเลือกตั้ง 2554 คงไม่จบง่ายๆ เพราะ "เกมอำนาจ" ของกลุ่มชนชั้นนำ เป็นคนละเรื่องกับการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคณะปฏิรูปหรือเครือข่ายพลเมืองอภิวัฒน์
เหตุที่วุ่นวายในบ้านเมืองอันต่อเนื่องมาหลายปี ก็มาจากเรื่องของอำนาจที่ไม่แบ่ง อำนาจที่ผูกขาดนั่นเอง!
แคน สาริกา



