
อีโคไลป้องกันได้แต่เนิ่นๆ
ทางการเยอรมนีกำลังทำงานแข่งกับเวลาในการสืบหาต้นตอแท้จริงของการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรีย อีโคไล สายพันธุ์ใหม่ซึ่งระบาดใน 5 รัฐของเยอรมนีก่อนแพร่ไปยัง 13 ประเทศในยุโรปและสหรัฐ
ตั้งแต่ออสเตรีย อังกฤษ สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 คน ติดเชื้ออีกกว่า 2,000 คน หลังจากเจ้าหน้าที่เกษตรของเยอรมนีได้สันนิษฐานผิดพลาดมาหลายครั้ง จนหวุดหวิดจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศเมื่อเริ่มต้นด้วยการซัดโทษสเปนว่าเป็นตัวการแพร่เชื้อแบคทีเรีย อีโคไล สายพันธุ์ใหม่ ก่อนจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่
ถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังหาสาเหตุแท้จริงของการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรีย อีโคไล สายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ ซึ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์แล้วทุกคนอาจมีโอกาสติดเชื้อนี้ง่ายๆ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ แต่ทุกคนก็สามารถป้องกันได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงการรับประทานผักสลัดและผักอื่นๆ รวมทั้งถั่วเขียว บร็อกโคลี่ ถั่วลันเตา ถั่วชิคพี หัวไชเท้าและถั่วงอกฝรั่ง หรือรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการต้องสงสัยตั้งแต่มีอาการท้องร่วงเล็กน้อย ปวดท้องอย่างรุนแรงไปจนถึงลำไส้อักเสบและพบเลือดปนกับอุจจาระ
ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีก็คือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลต่างมีความตื่นตัวที่จะหาต้นตอการแพร่ระบาดทันที อีกทั้งไม่คิดจะปิดบังการแพร่ระบาดครั้งนี้ ไม่เหมือนกับคราวแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (โรคซาร์ส) เมื่อปลายปี 2545 หรือโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอช 1 เอ็น 1) 2009 (โรคหวัดหมู) เนื่องจากรัฐบาลขาดความใส่ใจอย่างจริงจังที่จะเร่งหาต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ จนทำให้แพร่ระบาดไปทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ที่น่าชื่นชมเช่นกันก็คือรัฐบาลไทยที่ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งมาตรการเฝ้าระวัง 4 ขั้นตอน ตั้งแต่แจกเอกสารคำแนะนำเรื่องการติดเชื้อแบคทีเรีย อีโคไล ชนิดรุนแรง โอ 104 รวมทั้งคำแนะนำในการป้องกันโรคอุจจาระร่วงจากเชื้ออีโคไลให้แก่ 13 สายการบินที่เดินทางมาจาก 13 ประเทศในยุโรปเพื่อแจกให้ผู้โดยสารทั้งคนไทยและต่างชาติบนเครื่อง การออกมาตรการเฝ้าระวังผักผลไม้นำเข้าจากประเทศในยุโรป การตั้งคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคอุจจาระร่วงคอยให้คำปรึกษาแก่แพทย์ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมมาตรการด้านการป้องกันและควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นับแต่นี้ไปก็ขึ้นอยู่กับทุกคนที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิต



