
พท.อัดทหารทะเลาะผู้สมัครไม่เหมาะสม
เพื่อไทยอัดทหารทะเลาะกับผู้สมัคร ส.ส. ไม่เหมาะสม ระบุหากลูกน้อง "ไพโรจน์" พกปืนจริงทำไมไม่จับกุม ปลอดประสพแจก 5 คำถามรัฐบาล"อภิสิทธิ์" หลังขอทำงานต่อ หยามแค่คำหาเสียงที่เลื่อนลอย
(9มิ.ย.) นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกฟ้องดำเนินคดีกับนายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์ ผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ว่า เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการประจำในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนลองวิเคราะห์ดูว่า พื้นที่ที่กำลังมีการเลือกตั้งและมีการหาเสียงแต่ทหารกลับปรากฎตัวแล้วทะเลาะกับผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยใช้วาจาเสียดสีกันนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการระบุว่าลูกน้องของนายไพโรจน์ได้โชว์ปืนให้ทหารดูด้วยนั้น นายปลอดประสพกล่าวว่า ไม่ทราบว่านายไพโรจน์พกปืนหรือไม่ แต่ถ้านายไพโรจน์หรือคนที่ไปด้วยพกปืนโดยไม่มีใบอนุญาตทำไมไม่ดำเนินคดี หรือว่าไม่มีอำนาจจับกุม หรือว่าจงใจไปหาเรื่อง แต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นอีก แม้แต่กรณีวาทะกรรมระหว่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. กับพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกทบ.นั้น ก็ไม่ควรจะเสียดสีกันไปมาผ่านสื่อ เพราะใช้น้ำลายสาดกันมีแต่จะเสียหายทั้งคู่
ไพโรจน์โต้"สรรเสริญ"ฟ้องกลับทั้งแพ่งและอาญา
นายไพโรจน์ อิสรเสรีพงษ์ ผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกระบุว่ากองทัพแจ้งความดำเนินคดีกับตน ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติด 315 (ปส. 315 )ว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านหมู่บ้านทรัพย์เจริญ หมู่ 2 ถนนเลียบวารี เขตหนองจอก ได้ร้องเรียนว่ามีทหารขับรถฮัมวีเข้ามาในหมู่บ้าน ในขณะที่บ้านในบริเวณนั้นแขวนเสื้อแดงเอาไว้ จึงเข้าใจอาจถูกยัดสิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติดหรือยึดโยงกับขบวนการก่อการร้ายได้ จึงลงพื้นที่ไปดูข้อเท็จจริงพบมีทหาร ตำรวจ และมีเด็ก 7-8 ขวบ ชาวบ้านเยอะแยะไปหมดมาดูรถฮัมวี
ตนจึงได้สอบถามเจ้าหน้าที่พร้อมขอดูเอกสารแบบฟอร์มการสำรวจข้อมูลยาเสพติดและสอบถามว่ามีวัตถุประสงค์อะไร จึงได้รับคำตอบว่า นายให้มาดูแลด้านยาเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ดูเอกสารดังกล่าว และเมื่อสอบถามเสร็จก็เดินทางกลับยังพบกับผกก.สน.หนองจอกและผกก.หนองจอก ก็สามารถเป็นพยานได้ว่า ตนไม่มีอาวุธ และตนไม่เคยมีผู้ติดตาม ในวันดังกล่าวก็มีแต่ผู้หญิงที่ช่วยตนลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่ จากเรื่องที่ไม่มีมูลกลับมาบอกว่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ กระซากเอกสารมาดู ลักษณะเช่นนี้ขอให้เกิดขึ้นกับตนคนเดียวพอแล้ว ขอให้ยุติแค่นี้ เพราะสร้างความหวั่นไหวไปทั้งประเทศ
ทั้งนี้ตนได้แจ้งความที่สน.หนองจอกให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งพ.อ.สรรพเสริญ ฐานทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง มีผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง
ด้านพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนี้ได้ประสานไปยังตำรวจท้องที่พบว่า ฝ่ายปฏิบัติการทหารแจ้งไว้เป็นหลักฐานว่าไปทำงานแล้วพบนายไพโรจน์ อิสรเสรีพงศ์ แต่ไม่ได้ดำเนินคดีหรือกล่าวหาแต่อย่างใด ส่วนการดำเนินการตามมาตรการนี้นั้น สถานการณ์รณรงค์หาเสียงในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่อยากจะเห็นบรรยากาศเหมือนอยู่ในความตรึงเครียดรู้สึกหน้ากลัวไปหน่อย มีศึกสงครามอะไรหรือ ฝากถึงผบ.ตร.ที่รับผิดชอบให้ทบทวนดูว่ากลยุทธ์ที่ปฏิบัติอยู่เหมาะสมหรือไม่ ประชาชนจะได้ไม่หวาดกลัว
"ทบ."ให้วิทยุในสังกัดออกอากาศหาเสียงทุกพรรค
รายงานข่าวแจ้งว่า กองทัพบก ได้มีการมอบหมายให้สถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัดกองทัพบก ออกอากาศโฆษณาหาเสียง และแถลงนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรค ตามที่คณะกรรมการเลือกตั้งจัดสรร โดยจะเริ่มออกอากาศในรายการภาคบังคับของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบก ระหว่างวันที่13-30 มิ.ย. รวม 14 วัน เว้นวันหยุดราชการ
การออกอากาศโฆษณาหาเสียงข้อความสั้น หรือ สปอต ความยาวไม่เกิน 30 วินาที จะออกอากาศในห้วงเวลาที่เป็นรายการภาคบังคับของกองทัพบก ได้แก่ กองทัพบกเพื่อประชาชน เวลา 07.00-08-00 น. รู้รักสามัคคีทำความดีเพื่อแผ่นดิน เวลา 12.30-13.00 น.และรายการใต้ร่มธงไทย เวลา 18.00 น. โดยจะออกอากาศห้วงเวลาละ1นาที30วินาที จำนวน 3 พรรคการเมืองต่อห้วง(3ห้วงเวลา)
การแถลงนโยบายพรรคการเมือง ความยาวไม่เกิน 10 นาทีต่อพรรคการเมือง จะออกอากาศในรายการ ” ใต้ร่มธงไทย ” วันละ 3 พรรค พรรคละ10 นาที ทั้งนี้แต่ละพรรคการเมืองจะเป็นผู้จัดทำข้อความโฆษณาและนโยบายของพรรคที่ใช้ในการเผยแพร่ โดย กกต. เป็นผู้พิจารณาจัดลำดับการนำเสนอด้วยความเสมอภาค
ปลอดประสพแจก5คำถามรัฐบาลอภิสิทธิ์
นายปลอดประสพ แถลงว่า คณะทำงานทางด้านการเมืองของพรรคเพื่อไทยได้วิเคราะห์กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หาเสียงโดยประกาศว่าขอทำงานต่อไปและจะทำทันทีว่า เป็นเพียงถ้อยคำหาเสียงที่เลื่อนลอย เพราะสัญญาว่าจะทำในสิ่งที่เคยมีโอกาสแต่กลับไม่เคยทำ เหมือนเป็นการวางแผนหลอกเอาคะแนนจากประชาชน ดังนั้นพรรคขอถือโอกาสทวงถามผลงานและแผนการทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ดังนี้ 1. ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ที่แม้จะสถาปนาศอ.บต.ขึ้นมาใหม่ แต่ผ่านมาแล้ว 2 ปีครึ่งยังมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จึงขอถามว่า หากเป็นรัฐบาลจะหยุดยั้งการก่อการร้ายและการฆ่ากันทันทีได้อย่างไรตั้งคำถามให้ตอบ 5 ข้อ
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า 2. ปัญหาการเสียชีวิตของประชาชน 91 ศพ นายอภิสิทธิ์สัญญาว่าจะหาข้อเท็จจริงแต่ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปีก็ยังไม่คืบหน้า ขอถามว่านายอภิสิทธิ์ยังจะขอเวลาสืบสวนสอบสวนไปอีกนานเท่าไหร่ เหตุใดไม่ทำทันที และการขอทำงานต่อไปนั้นหมายถึงจะรักษาความลับให้มืดมนต่อไปใช่หรือไม่ 3. ปัญหายาเสพติด มีการใช้กำลังทหารจากกอ.รมน.นับหมื่นนายเข้าไปหายาเสพติดแบบปูพรมไปทั่วทุกเขตเลือกตั้งแต่ไม่ปรากฎว่ามีการปราบปรามยาเสพติดแต่ประการใด ขอถามนายอภิสิทธิ์ว่า จะให้เจ้าหน้าที่ทหารจากกอ.รมน.หลายหมื่นนายปฏิบัติหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอีกนานแค่ไหน หรือเลือกเฉพาะเวลาที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ปัญหาเรือน้ำตาลล่ม นายอภิสิทธิ์ใช้เวลาไปดูและฟังสรุปเพียง 5 นาทีแล้วเดินทางกลับโดยสั่งการให้ผู้ว่าฯ รับผิดชอบแก้ไขปัญหา แต่ขณะนี้ผ่านมา 2 สัปดาห์แล้วความเสียหายยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น ขอถามว่า เหตุใดจึงแก้ไขอะไรไม่ได้เลย และ 5. ปัญหาตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ขณะนี้ล่วงเลยมากว่า 6 เดือนแล้วที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและคณะกรรมการกฤษฎีกามีมติให้คืนความชอบธรรมให้กับนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิพานิช แต่ก็กลับยังไม่มีการดำเนินการใด ขอถามนายอภิสิทธิ์ว่า การให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการนั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญใช่หรือไม่
“ทั้ง 5 ข้อนี้ขัดกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ขอกับสังคมให้อนุญาตให้ทำงานต่อไปและประกาศว่าจะทำทันที ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจะถามต่อไปและจะถามทุกวันจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง เพราะเป็นถ้อยคำที่ไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนสับสน”นายปลอดประสพกล่าว



