
รู้จัก ‘ฝีดาษลิง’ ไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย สังเกตอาการ 4 ระยะ
กรมควบคุมโรคย้ำ ‘ฝีดาษลิง’ ไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย สังเกตอาการ 4 ระยะ - ตรวจเลือดใช้ไม่ได้ ต้อง ‘PCR’ เท่านั้น
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “โรคฝีดาษวานร” (Mpox) ที่ยังคงมีการแพร่เชื้ออย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) (ณ วันที่ 14 กันยายน 2569) ระบุว่า ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 สิงหาคม 2569 ทั่วโลกพบผู้ป่วยยืนยันสะสมมากถึง 68,096 ราย และเสียชีวิต 272 ราย จาก 107 ประเทศ
ขณะที่ สถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบยอดผู้ป่วยสะสมแล้ว 470 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเร่งส่งเสริมให้ผู้ที่มีอาการสงสัยเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด
โรคฝีดาษวานร ไม่ใช่โรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วสามารถรักษาตามอาการ และรักษาที่บ้านได้ในรายที่อาการไม่รุนแรง โดยมีแนวทางปฏิบัติตัวอยู่ ซึ่งแนวทางการรักษาตัว ข้อปฏิบัติต่างๆ ยังเป็นแนวทางเดิมของปี 2566
สังเกตอาการ 4 ระยะ - ตรวจเลือดใช้ไม่ได้ ต้อง ‘PCR’ เท่านั้น สำหรับอาการของโรคฝีดาษวานร ประชาชนสามารถสังเกตสัญญาณเตือนได้ ดังนี้:
- ระยะแรก (เริ่มติดเชื้อ): มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และ ต่อมน้ำเหลืองโต
- ระยะแสดงอาการทางผิวหนัง: เกิดผื่นหรือตุ่มบริเวณผิวหนัง ใบหน้า อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก
- การพัฒนาของตุ่ม: เริ่มจาก ผื่นแดงนูน ➔ ตุ่มน้ำใส ➔ ตุ่มหนอง ➔ ตกสะเก็ดจากส่วนกลางของตุ่ม (มักเป็นตุ่มกระจายแยกเป็นตุ่มเดี่ยวๆ)
- อาการร่วมอื่นๆ: บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณทวารหนัก
- ข้อควรระวังสำคัญ: ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลำดับอาการไม่เหมือนกัน และ ไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกอย่าง หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ ไม่ควรรอให้กระจายทั่วตัว ให้รีบพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค เตือนความเข้าใจผิดเรื่องการตรวจโรค โดยระบุว่า "การตรวจเลือดทั่วไป ไม่สามารถยืนยันโรคฝีดาษวานรได้" เนื่องจากการดูผื่นด้วยตาเปล่าหรือดูจากภาพถ่ายก็ไม่สามารถแยกแยะจากโรคเริม สุกใส หรือผิวหนังติดเชื้ออื่นๆ ได้ชัดเจน วิธีเดียวที่ยืนยันผลได้แม่นยำ คือ การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี PCR จากตัวอย่างรอยโรค (ตุ่ม/แผล) ทั้งนี้ หากประเมินครั้งแรกแล้วยังไม่สรุปผล หรือตรวจไม่พบเชื้อแต่อาการยังคงอยู่ มีตุ่มเพิ่มขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์ซ้ำพร้อมแจ้งประวัติเดิม เพื่อเก็บตัวอย่างส่งตรวจซ้ำตามความเหมาะสม



