
รู้หรือไม่ “ไขมันสูง” แค่ผลเลือดผิดปกติ หรือกำลังทำร้ายหัวใจ?
รู้หรือไม่ “ไขมันสูง” แค่ผลเลือดผิดปกติ หรือกำลังทำร้ายหัวใจ? และความเชื่อที่ว่า “ถ้าไม่อ้วน หรือดูแข็งแรง ก็ไม่น่ามีไขมันสูง” ก็อาจไม่จริงเสมอไป
“ไขมันในเลือดสูง” ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงตัวเลขจากผลตรวจสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ว่า ไขมันบางชนิดโดยเฉพาะ LDL สามารถค่อย ๆ สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว และเมื่อมีการสะสมมากขึ้น อาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ และนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ที่น่ากังวลคือ หลายคนแทบไม่มีอาการเตือนเลย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว และความเชื่อที่ว่า “ถ้าไม่อ้วน หรือดูแข็งแรง ก็ไม่น่ามีไขมันสูง” ก็อาจไม่จริงเสมอไป เพราะทั้งพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ล้วนมีส่วนต่อความเสี่ยงโรคหัวใจได้เช่นกัน
LDL “ไขมันตัวร้าย” ที่หัวใจอาจได้รับผลกระทบก่อนเรารู้ตัว
โรคที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease) เกิดจาก LDL cholesterol หรือที่เราเรียกกันว่าไขมันตัวร้าย เป็นอนุภาคที่ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลในเลือด แต่ถ้ามี LDL สูงเกินไปและสะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดคราบไขมันในผนังหลอดเลือด หรือ plaque หลอดเลือดก็จะตีบลง ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดขึ้น โดยกระบวนการนี้ มักใช้เวลาหลายปีและมักไม่มีอาการในระยะแรก คนที่มี LDL สูงจึงอาจรู้สึกแข็งแรงดี ออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่ภายในหลอดเลือดอาจมีการสะสมของ plaque อยู่แล้ว และเมื่อ plaque แตก อาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน กลายเป็น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือ heart attack ได้ จึงเรียกได้ว่าเป็น “ภัยเงียบ” เนื่องจาก เราไม่ได้รู้สึกว่า LDL กำลังทำร้ายหลอดเลือด จนกระทั่งโรคดำเนินไปมากแล้ว
ผอม กินคลีน ออกกำลังกาย ก็มี LDL สูงได้
หนึ่งความเข้าใจที่พบได้บ่อยคือ หากไม่อ้วน รูปร่างดี หรือออกกำลังกายเป็นประจำ ก็น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือด แต่ในความเป็นจริง รูปร่างภายนอกไม่สามารถบอกระดับ LDL ได้เสมอไป คนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ วิ่งเป็นประจำ หรือเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ก็ยังสามารถมีไขมันในเลือดสูงได้จากหลายปัจจัย เช่น
- พันธุกรรม เช่น familial hypercholesterolemia
- การทานอาหารบางประเภทที่มี ไขมันอิ่มตัว หรือ saturated fat สูง
- อายุและฮอร์โมน
- ภาวะโรคบางชนิด เช่น hypothyroidism
ดังนั้น “ผอม” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ” แต่ในทางกลับกัน การออกกำลังกายและการควบคุมอาหารนั้นยังคงสำคัญเช่นกัน เพราะสามาราถช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมอื่นๆ ได้ แม้บางคนจะยังมี LDL สูงจากพันธุกรรมก็ตาม
พันธุกรรมหรือพฤติกรรม แบบไหนอันตรายกว่ากัน?
ในความเป็นจริงแล้ว LDL ที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไรสิ่งที่สำคัญมากคือ “ระดับ LDL × ระยะเวลาที่่มี LDL สูง” กล่าวคือ ยิ่งมี LDL อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดและนำไปสู่โรคหัวใจก็มากยิ่งขึ้น ดังนั้นในคนที่มี LDL สูงจากพันธุกรรม โดยเฉพาะ familial hypercholesterolemia อาจมี LDL สูงตั้งแต่อายุน้อยและสัมผัส LDL สูงเป็นเวลาหลายสิบปี จึงมีความเสี่ยงสะสมสูงมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า LDL สูงจากพฤติกรรมจะปลอดภัยกว่า เพราะถ้าสูงมากและเป็นเวลานานก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกันการประเมินความเสี่ยงจึงไม่ควรพิจารณาเพียงสาเหตุของ LDL ที่สูง แต่ควรพิจารณาระดับและระยะเวลาที่ LDL สูง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่น ๆ ด้วย
หลอดเลือดหัวใจเริ่มตีบ ร่างกายจะเตือนเราหรือไม่?
หนึ่งในปัญหาของโรคหลอดเลือดหัวใจคือ ในระยะแรกอาจไม่มีอาการเลย เมื่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น อาการอาจที่พบได้ เช่น
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกแรง
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- หายใจไม่อิ่ม
- เจ็บร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง
- เหงื่อออก คลื่นไส้ หรือหน้ามืด
โดยทั่วไป อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะคล้ายกัน เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อย และหายใจไม่อิ่ม อย่างไรก็ตาม ในบางรายผู้หญิงอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรรอให้เกิดอาการก่อนจึงเริ่มตรวจสุขภาพหัวใจ เพราะผู้ป่วยบางคนอาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจโดยแทบไม่มีอาการนำมาก่อน
ตรวจสุขภาพครั้งหน้า อย่าดูแค่ “คอเลสเตอรอลรวม”
โดยปกติ LDL ตั้งแต่ 190 mg/dL ขึ้นไป ถือว่าสูงมาก มักจะมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น ควรได้รับการประเมินและพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การกำหนดเป้าหมาย LDL ควรพิจารณาจากความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมของแต่ละบุคคล เช่นกัน ดังนั้นในการตรวจสุขภาพ ควรตรวจ lipid profile ได้แก่ LDL, HDL, triglycerides และ total cholesterol ส่วนในผู้ที่มีความเสี่ยงบางราย อาจพิจารณาตรวจ ApoB และ Lp(a) เพิ่มเติม โดยเฉพาะ Lp(a) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่แนะนำให้ตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้งในวัยผู้ใหญ่
และเวลาดูผลตรวจสุขภาพ อย่าเพิ่งสรุปว่าหัวใจ “ปลอดภัย” จากค่า LDL เพียงตัวเดียว แต่ควรนำผลตรวจมาประเมินร่วมกับอายุ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล การสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว และสุขภาพโดยรวมด้วย
อายุเท่าไรควรเริ่มเช็กความเสี่ยงโรคหัวใจ?
สำหรับคนทั่วไป ควรเริ่มประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่อายุ 35 ปี โดยตรวจระดับไขมันในเลือดและประเมินปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยรวมของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือสงสัยภาวะไขมันสูงจากพันธุกรรม ควรได้รับการตรวจประเมินที่เร็วกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องรอถึงอายุ 35 ปี
ดังนั้น การตรวจสุขภาพไม่ควรดูเพียงว่าค่าไขมันสูงหรือไม่ แต่ควรประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม เพื่อให้สามารถป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
3 เรื่องที่ต้องรู้ หากไขมันสูงต้องทำอย่างไร
หลักสำคัญในการดูแลมี 3 ด้าน ได้แก่ การปรับอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาลดไขมันเมื่อมีข้อบ่งชี้ โดยการรักษาจะพิจารณาตามระดับ LDL-C และความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดของแต่ละบุคคล
1. การปรับอาหาร (Dietary modification)
ควรเน้นลด saturated fat (ไขมันอิ่มตัว) และ trans fat (ไขมันทรานส์) เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เนย ครีม อาหารทอด และขนมอบบางชนิด และเลือกบริโภคอาหารที่มี unsaturated fat (ไขมันไม่อิ่มตัว) แทน เช่น ปลา ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันมะกอก ควรเพิ่มอาหารที่มี ใยอาหาร เช่น ข้าวโอ๊ต และถั่วต่าง ๆ รวมถึงผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
2. การออกกำลังกาย (Physical activity)
ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (aerobic exercise) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเสริมการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (weight training) อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
3. การใช้ยาลดไขมัน (Lipid-lowering therapy)
ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีระดับ LDL สูงมาก การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยแพทย์จะพิจารณาให้ทานยา โดยยากลุ่มแรกที่เลือกมักเป็นยากลุ่มสแตติน (statin) ซึ่งเป็นยาหลักที่มีหลักฐานชัดเจนในการลด LDL และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง หากการรักษาด้วยสแตติน (statin) แล้วยังไม่สามารถลด LDL ได้ถึงเป้าหมาย แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มยาชนิดอื่น เช่น ezetimibe หรือ PCSK9 inhibitor ตามระดับความเสี่ยงและข้อบ่งชี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มี LDL สูงจะต้องรับประทานยา การตัดสินใจรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อ พิจารณาตามระดับ LDL ร่วมกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมของแต่ละบุคคล
อย่ารอให้หัวใจส่งสัญญาณ เพราะบางครั้ง “สัญญาณแรก” อาจมาช้าเกินไป การดูแลหัวใจในยุคนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการออกกำลังกาย กินอาหารดี หรือรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ แต่คือการรู้จัก “ตัวเลขสุขภาพ” ของตัวเอง และเข้าใจว่าตัวเลขเหล่านั้นกำลังบอกอะไร โดยเฉพาะไขมันตัวร้ายต่าง ๆ เพราะหากอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเป็นภัยเงียบ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจได้



