
แพทย์เตือน! ยกเคสชายวัย 51 "ไอเรื้อรัง-ไข้สูง" ตรวจพบ "ฝีในตับ" เจอเบาหวานซ่อนเร้น
แพทย์โพสต์เตือน! ยกเคส ชายวัย 51 ไม่มีอาการปวดท้อง แต่ "ไอเรื้อรัง-ไข้สูง" ตรวจพบ "ฝีในตับ" ยักษ์ 10 ซม. แถมเจอโรคเบาหวานซ่อนเร้น
เป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่สำหรับคนรักสุขภาพและผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง เมื่อ นพ.ภูรินทร์ ห้าประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิกโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ ประจำโรงพยาบาลมหาชัย ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เตือนภัยเคสตัวผู้ป่วยชายไทย อายุ 51 ปี ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน แต่มารับการรักษาด้วยอาการ ไข้สูง หนาวสั่น และไอแห้งๆ นานถึง 2 สัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้เคยไปรักษาที่คลินิกฉีดยาและรับยามาทานแต่ออาการไม่ดีขึ้น จนต้องตัดสินใจมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
จากการตรวจร่างกายพบไข้สูงถึง 38.5 องศาเซลเซียส และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบความผิดปกติหลายอย่าง อาทิ เม็ดเลือดขาวสูง น้ำตาลในปัสสาวะและในเลือดสูงผิดปกติ (น้ำตาลในเลือดงดอาหารสูงถึง 190 mg/dL) แม้ผลเอกซเรย์ปอดจะปกติ แต่แพทย์ได้ส่งตรวจอัลตราซาวน์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT Scan) จนพบความจริงช็อกโลก คือ "ฝีในตับขนาดใหญ่ถึง 10 ซม." บริเวณกลีบขวาด้านบนแถมยังมีแก๊สอยู่ภายในตัวฝีอีกด้วย
ผลการเพาะเชื้อในเวลาต่อมาพบว่าเป็นแบคทีเรียแกรมลบตัวร้ายอย่าง Klebsiella pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในผู้ป่วยโรคเบาหวาน พร้อมกันนี้ยังทำให้แพทย์วินิจฉัยพบโรคเบาหวานเป็นครั้งแรก (1st Dx DM) อีกด้วย
ไขข้อสงสัย: ทำไม "ฝีในตับใหญ่" แต่ไม่มีอาการปวดท้อง?
หลายคนอาจสงสัยว่าก้อนฝีใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่เจ็บท้อง? คุณหมอได้อธิบายไขข้อข้องใจไว้ดังนี้
- ตำแหน่งอยู่ลึก: ก้อนฝีอยู่ลึกในเนื้อตับ ไม่ได้ดึงรั้งแคปซูลของตับมากนัก
- กลุ่มเสี่ยงอาการไม่ชัดเจน: ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้สูงอายุ มักแสดงอาการไม่ชัดเจน
- ฝีโตช้า: ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวทำให้ไม่รู้สึกปวดรุนแรง มีเพียงไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด
ทำไมถึงมีอาการ "ไอมาก"?
สำหรับอาการไอเรื้อรังที่เป็นสัญญาณเตือนในเคสนี้ เกิดจากตำแหน่งของฝีอยู่ที่ตับกลีบขวาส่วนบนซึ่งอยู่ชิดกับกระบังลม ส่งผลให้
- ระคายเคืองกระบังลม: กระตุ้นเส้นประสาท Phrenic nerve ทำให้ไอเรื้อรังหรือหายใจลึกแล้วไอ
- เกิดปฏิกิริยาที่เยื่อหุ้มปอด: อาจมีน้ำในช่องปอดขวาหรือเยื่อหุ้มปอดอักเสบร่วมด้วย
- ปอดขวาส่วนล่างแฟบ: จากการที่ฝีขนาดใหญ่ดันกระบังลมขึ้นไปเบียด
แนวทางการรักษาและคำแนะนำ
ในเคสนี้แพทย์ต้องทำการรักษาด้วยการ ให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ ควบคู่ไปกับการ เจาะระบายหนองออกจากฝี (ดูดออกได้ถึง 300 มล.) เนื่องจากฝีมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะรักษาด้วยยาอย่างเดียว พร้อมทั้งต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่เชื้อชนิดนี้อาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่น เช่น ตาอักเสบตามัว (Endophthalmitis) หรือเกิดฝีที่สมอง (Brain abscess) นับเป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างที่เตือนใจว่าอาการไอเรื้อรังและไข้สูงที่ไม่หาย อาจไม่ได้มาจากโรคปอดเสมอไป แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด



