ไลฟ์สไตล์

การส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่ สู่การรักษาทันท่วงที

การส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่ สู่การรักษาทันท่วงที

31 ส.ค. 2569

แพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะวิธีส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่ จากการมองเห็นที่แม่นยำสู่การรักษาที่ตรงจุดและทันท่วงที

เมื่อร่างกายเริ่ม “ไม่เหมือนเดิม” อย่ามองข้าม

อาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป หลายครั้งผู้ป่วยอาจเลือกซื้อยามารับประทานเอง หรือมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราว เมื่ออาการทุเลาลงจึงคิดว่าโรคได้หายไปแล้ว 

 

นายแพทย์โชติ เหลืองช่อสิริ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่องกล้องในระบบทางเดินอาหาร และตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้ให้ข้อสังเกตว่า “จริงๆ แล้วในแต่ละวัน เราคาดหวังว่าร่างกายจะทำงานได้ตามปกติ รับประทานได้ปกติ นอนหลับได้ปกติ ขับถ่ายได้ปกติ แต่ถ้าวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป เช่น รับประทานอาหารแล้วเกิดมีอาการจุก เสียด แน่น อาหารไม่ย่อย หรือมีรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะถ่ายเหลวขึ้น อุจจาระมีขนาดเล็กลง หรือลักษณะเปลี่ยนไป อยากให้สังเกตว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไร เพื่อจะได้ค้นหาสาเหตุและแก้ไขอย่างเหมาะสม”

การส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่ สู่การรักษาทันท่วงที

การรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นสามารถทำได้ในบางกรณี แต่หากอาการไม่ดีขึ้น กลับมาเป็นซ้ำหลังหยุดยา หรือมีสัญญาณเตือน เช่น ภาวะซีด น้ำหนักลดผิดปกติ อุจจาระปนเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยไม่ควรรอจนเกิดอาการรุนแรง

 

การส่องกล้อง: จากข้อสงสัยสู่คำตอบที่มองเห็นได้

การวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารที่แม่นยำเริ่มต้นจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าสาเหตุของอาการอาจเกิดจากอะไร ก่อนนำไปสู่การวางแผนตรวจเพิ่มเติม และการรักษาที่เหมาะสม 

 

การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยืนยันข้อสงสัยของแพทย์ การส่องกล้องช่วยให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของรอยโรคได้โดยตรง สามารถเก็บชิ้นเนื้อหรือสิ่งส่งตรวจเพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม และในบางกรณียังสามารถให้การรักษาผ่านการส่องกล้องได้ในคราวเดียวกัน 

การส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่ สู่การรักษาทันท่วงที

ปัจจุบัน การส่องกล้องทางเดินอาหารมีบทบาทสำคัญทั้งในการวินิจฉัย คัดกรอง และรักษาโรคทางเดินอาหารหลายชนิด โดยคุณภาพของการส่องกล้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการส่องกล้อง
2.  เทคโนโลยีและระบบการส่องกล้องที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการตรวจ
3.  ทีมพยาบาลเฉพาะทางด้านการส่องกล้องทางเดินอาหารที่ผ่านการฝึกอบรม และดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อน ระหว่าง จนถึงหลังการส่องกล้อง

 

เทคโนโลยีใหม่ ทำให้มองเห็นได้ลึกและรักษาได้มากขึ้น

โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้นำเทคโนโลยีการส่องกล้องที่ทันสมัยจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมาพร้อมระบบการประมวลภาพความละเอียดสูง เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นรายละเอียดของรอยโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดว่า “การตรวจที่ละเอียดและแม่นยำ คือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที” นอกจากการส่องกล้องทางเดินอาหารทั่วไปแล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยประเมินความผิดปกติซึ่งอยู่ลึกกว่าพื้นผิวของทางเดินอาหาร เช่น Endoscopic Ultrasound (EUS) ซึ่งเป็นการผสานการส่องกล้องเข้ากับอัลตราซาวด์บริเวณปลายกล้อง ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินอวัยวะและรอยโรคที่อยู่ลึก เช่น ตับอ่อนและท่อน้ำดี ได้ละเอียดมากขึ้น อีกหนึ่งเทคโนโลยีคือ Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography (ERCP) ซึ่งใช้ในการรักษาความผิดปกติของท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน เช่น การนำนิ่วออกจากท่อน้ำดี การระบายท่อน้ำดี หรือการใส่ท่อค้ำยันในผู้ป่วยที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่ ลดผลกระทบต่อร่างกาย และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ หากตรวจพบความผิดปกติระหว่างการส่องกล้อง เช่น ติ่งเนื้อ หรือภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร แพทย์สามารถประเมินและให้การรักษาที่เหมาะสมได้ในคราวเดียวกัน ช่วยลดการกลับมาทำหัตถการซ้ำ และลดระยะเวลาจาก “การตรวจพบ” ไปสู่ “การรักษา” 

 

เชื่อมโยงการรักษา สร้างความต่อเนื่อง ลดความกังวล

การรักษาที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยระบบการดูแลที่เชื่อมโยงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อพบโรคที่มีความซับซ้อนหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

 

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการดูแลที่ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลารอคอย รวมถึงลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและครอบครัว ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญของแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เทคโนโลยี และทีมงานที่มีประสบการณ์

 

หนึ่งในตัวอย่างคือ 4C Program (Colorectal Cancer Collaborative Care Program) ระบบการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตั้งแต่การวินิจฉัยด้วยการส่องกล้อง การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา การประเมินระยะของโรค ไปจนถึงการประชุมร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ระบบทางเดินอาหาร ศัลยแพทย์ แพทย์มะเร็งวิทยา แพทย์รังสีวินิจฉัย และแพทย์รังสีรักษา

 

เป้าหมายคือการส่งมอบแผนการรักษาที่ชัดเจน เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

 

การรักษายุคใหม่ ต้องแม่นยำ ปลอดภัย และสะดวกสำหรับผู้ป่วย

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการรักษาแล้ว ประสบการณ์ของผู้ป่วยก็เป็นอีกส่วนสำคัญของการดูแล โรงพยาบาลพญาไท 2 จึงพัฒนารูปแบบการเตรียมลำไส้ก่อนส่องกล้องให้มีความกระชับและสะดวกมากขึ้น โดยในผู้ป่วยที่เหมาะสม สามารถจัดกระบวนการเตรียมลำไส้และส่องกล้องให้เกิดขึ้นภายในวันเดียว ช่วยลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและทำให้ขั้นตอนก่อนการตรวจสะดวกมากขึ้น แนวคิดนี้สะท้อนว่าการรักษาในยุคใหม่ควรพัฒนาไปพร้อมกันทั้งด้าน ความแม่นยำ ความปลอดภัย และความสะดวกของผู้ป่วย

 

พบเร็ว วางแผนรักษาได้เร็วขึ้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังคงเป็นหนึ่งในมะเร็งสำคัญที่พบได้บ่อยในประชากรไทย โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ รวมถึงสัมพันธ์กับปัจจัยด้านพันธุกรรมและพฤติกรรมสุขภาพบางประการ

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการตรวจที่พัฒนาขึ้นช่วยให้สามารถค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมากขึ้น จึงยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการตรวจคัดกรอง

 

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงเฉลี่ย แนะนำให้เริ่มการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงตั้งแต่อายุ 45 ปี ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัว อาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านั้นตามระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เพราะยิ่งตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสวางแผนการรักษาได้เร็วและเหมาะสมมากขึ้น

 

อาการจุก เสียด แน่นท้อง ท้องอืด หรือการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นมากกว่าอาการผิดปกติชั่วคราว จึงไม่ควรละเลย โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นซ้ำหรือต่อเนื่อง

 

การส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติและรอยโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเมื่อผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเชี่ยวชาญของแพทย์ รวมถึงการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ก็ช่วยให้สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้อาการรุนแรง เพราะการค้นพบความผิดปกติได้เร็ว คือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที