
อ.เจษฎา เคลียร์ชัด ปม! ฉีดวัคซีน ‘แอสตร้าเซเนก้า’ กับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน-เกล็ดเลือดต่ำ
"อาจารย์ เจษฎา" เคลียร์ชัด ปม!ฉีดวัคซีน ‘แอสตร้าเซเนก้า’ กับภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ ยัน! ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนเคยฉีดไม่ต้องตื่นตระหนก
กลายเป็นประเด็นฮือฮาที่ถูกกลับมาแชร์สะพัดบนโลกโซเชียลอีกครั้ง สำหรับกรณีข้อมูลความเสี่ยงของการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยี่ห้อ AstraZeneca (แอสตร้าเซเนก้า) ที่อาจก่อให้เกิดภาวะ "ลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ" (VITT) จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนจำนวนมากที่เคยได้รับวัคซีนชนิดดังกล่าว ว่าตนเองยังมีความเสี่ยงอันตรายอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน
ล่าสุด อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ชี้แจงเพื่อสยบความตื่นตระหนก โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ประเด็นเรื่องวัคซีนแอสตร้าเซเนก้ากับภาวะลิ่มเลือดนั้น "ไม่ใช่เรื่องใหม่" แต่เป็นผลข้างเคียงที่หายากซึ่งทางการแพทย์และองค์กรสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงไทย รับทราบและแจ้งเตือนต่อสาธารณชนมาตั้งแต่ช่วงที่มีการฉีดวัคซีนแล้ว
ล่าสุด อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เพื่ออธิบายประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องวัคซีน แอสตร้า อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดได้นั้น .. ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรครับ เรื่องนี้เขารู้จักดี และประกาศกันมาตั้งแต่ปีที่ฉีดวัคซีนแล้วนะครับ เพียงแต่โอกาสเกิดมันน้อยมากๆ (ไทยเราฉีดไป 48 ล้านโดส เจอผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงนี้แค่ 28 คนเอง)และ ถ้าใครได้รับผลข้างเคียงต่างๆ จากวัคซีนเช่นนี้ มันก็เป็นตั้งแต่ตอนช่วงฉีดแล้ว ไม่ใช่ผ่านมาหลายปี ถึงจะเป็นครับ
“ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” ซึ่งมีรายงานพบในผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 บางยี่ห้อที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำส่งโปรตีนหนาม เช่น AstraZeneca และ Johnson & Johnson ภาวะดังกล่าวเรียกว่า Vaccine-Induced Immune Thrombotic Thrombocytopenia หรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับภาวะหลอดเลือดอุดตันหลังได้รับวัคซีน ซึ่งจากข้อมูลระบุว่าพบในอัตราที่น้อยมาก ประมาณ 50-100 กรณี จากการฉีดวัคซีนประมาณ 50-60 ล้านโดส อีกภาวะหนึ่งที่มีรายงาน คือ “กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ” หรือ myocarditis และ “เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ” หรือ pericarditis ซึ่งพบในผู้ได้รับวัคซีนกลุ่ม mRNA อย่าง Pfizer และ Moderna อัตราการพบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12 คนต่อ 1 ล้านคน โดยพบมากกว่าในกลุ่มคนอายุน้อย และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
ภาวะเหล่านี้มักเริ่มมีอาการหลังได้รับวัคซีนไม่นาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองหรือรักษาให้หายได้ จึงไม่ควรนำปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนผ่านไปหลายปีมาเชื่อมโยงว่าเกิดจากวัคซีนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบจากการติดเชื้อ ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้เช่นเดียวกัน และอาจรุนแรงกว่า รวมถึงทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล การฉีดวัคซีนจึงถือว่ามีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและป่วยรุนแรง
ขอบคุณที่มาข้อมูล เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant



