ไลฟ์สไตล์

ถอดบทเรียน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เผชิญเชื้อ HPV เช็กกลุ่มไหนต้องฉีดวัคซีน

ถอดบทเรียน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เผชิญเชื้อ HPV เช็กกลุ่มไหนต้องฉีดวัคซีน

09 มิ.ย. 2569

ถอดบทเรียน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เผชิญเชื้อ HPV เช็กกลุ่มไหนต้องฉีดวัคซีน? สังคมต้องเลิกตีตรา แล้วหันมาสู้มะเร็งปากมดลูก!

 

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์บนโลกออนไลน์ทันที หลังจากที่ลูกทุ่งสาวคนดัง "เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น" หรือ รัชนก สุวรรณเกตุ ออกมาเปิดเผยอุทาหรณ์และประสบการณ์ตรงหลังตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 ซึ่งอยู่ร่วมกับเชื้อมานานกว่า 5 ปี โดยเธอตั้งใจเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงยุคใหม่ตระหนักถึงการตรวจคัดกรองโรค ทว่ากลับไม่วายเจอชาวเน็ตบางกลุ่มเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบและตีตราในทางเสียหาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทลายมายาคติผิด ๆ และเสริมภูมิความรู้ที่ถูกต้อง ชวนมาทำความรู้จักไวรัสร้ายนี้กันให้ชัดเจน

 

 

ถอดบทเรียน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เผชิญเชื้อ HPV เช็กกลุ่มไหนต้องฉีดวัคซีน

 

 

 

 

 

 

ทำความรู้จักไวรัส HPV คืออะไร?  มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 4 ของผู้หญิงทั่วโลก และลำดับ 5 ของประเทศไทย สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 และสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอื่น ๆ (Human papillomavirus หรือ HPV) เชื้อเอชพีวีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่สามารถติดได้ทั้งที่ผิวหนัง อวัยวะเพศ ในช่องปาก และลำคอ โดยปกติผู้ที่มีเพศสัมพันธ์สามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้แต่มักจะไม่แสดงอาการ ส่วนมากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราสามารถที่จะกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย มีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงออกไปได้ ทำให้การติดเชื้อคงอยู่นาน (persistent HPV) และสามารถก่อให้เกิดความผิดปกติของเซลล์จนเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

 

 

ซึ่งการติดเชื้อเอชพีวีในลักษณะคงอยู่นานหรือ Persistent HPV นี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 95 % โดยจะใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี หลังการติดเชื้อจนกลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโชคดีที่เราสามารถรู้ถึงสาเหตุที่ก่อมะเร็งปากมดลูก ทำให้เราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองและรักษาโรคตั้งแต่ระยะก่อนเป็นโรคมะเร็ง

 

 

 

 

 

กลุ่มประชากรที่เหมาะสมกับการฉีดวัคซีน เอชพีวี  

 

1. กลุ่มที่น่าจะมีประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีนเอชพีวี คือ ผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ได้แก่ เด็กหญิง (วัคซีนชนิด 2, 4 หรือ 9 สายพันธุ์) และเด็กชาย (วัคซีนชนิด 4 หรือ 9 สายพันธุ์) ที่อายุ 11-12 ปี และหากไม่ได้รับวัคซีนในช่วงอายุดังกล่าวสามารถฉีดในช่วงอายุ 13-26 ปีได้

 

 2. การฉีดวัคซีนในผู้หญิงและผู้ชายอายุ 27-45 ปี ให้พิจารณาฉีดวัคซีนเป็นราย ๆ ไป ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนควรได้รับคำอธิบายถึงประโยชน์ที่จะได้รับและอาจไม่เทียบเท่ากับการฉีดในช่วงอายุ 9-26 ปี  

 

3. ผู้หญิงที่เคยเป็น หรือกำลังมีหูดหงอนไก่ หรือรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก หรือมีผลตรวจคัดกรองทางเซลล์วิทยาปากมดลูกผิดปกติ หรือตรวจพบเชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูง ยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีเช่นเดียวกับสตรีทั่วไป  4. ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือตรวจหาเชื้อเอชพีวีกลุ่มเสี่ยงสูงก่อนเริ่มฉีดวัคซีน 

 

 

 

กรณีของ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น คือตัวอย่างชั้นดีของการรู้เท่าทันโรค การที่เธอตรวจเจอตั้งแต่อายุยังน้อยและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ ถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เสียงแซะบนโลกออนไลน์ควรเปลี่ยนเป็น "ความตระหนักรู้" เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งไม่กี่ชนิดในโลกที่ "ป้องกันและรักษาให้หายขาดได้" หากตรวจพบไว ดังนั้น อย่ารอให้มีอาการแสบ คัน หรือมีเลือดออกผิดปกติ ผู้อ่านทุกท่าน โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ควรหันมาใส่ใจเข้ารับการตรวจภายในและฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองจากภัยเงียบนี้

 

 

ถอดบทเรียน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เผชิญเชื้อ HPV เช็กกลุ่มไหนต้องฉีดวัคซีน