
"อีโบลา" คือโรคอะไร? เช็กสัญญาณอันตราย ติดต่ออย่างไร? อาการแบบไหน?
เจาะลึกรู้จัก! ฆาตกรเงียบ "อีโบลา" สายพันธุ์ดุ! ระบาดหนักคองโก WHO ประกาศฉุกเฉินระดับโลก เช็กสัญญาณอันตราย ติดต่ออย่างไร? อาการแบบไหน?
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลใจไปทั่วโลก! หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ "โรคอีโบลา" ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ (PHEIC) อีกครั้ง แม้ผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่าอีโบลาแพร่กระจายในวงกว้างได้ยากกว่าโควิด-19 แต่ด้วยพยาธิสภาพของโรคที่มีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตที่พุ่งสูง ทำให้ทางการแพทย์ต้องออกมาเตือนให้ประชาชนเร่งทำความเข้าใจ เพื่อรับมือและปกป้องตัวเอง ทั้งการใช้ชีวิตในประเทศและการเดินทางข้ามแดน
เจาะลึกฆาตกรเงียบ "อีโบลา" สายพันธุ์ดุ
โรคอีโบลา (Ebola Hemorrhagic Fever) จัดอยู่ในตระกูล Filoviridae เป็นโรคติดต่อที่ทำให้เกิดอาการไข้เลือดออกรุนแรง (Viral Hemorrhagic Fever) จุดเด่นที่น่ากลัวคือ มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50-90% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เชื้อนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1976 บริเวณริมแม่น้ำอีโบลา ในประเทศคองโก และมีการระบาดเป็นระยะ โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์หลัก ๆ มี 4 สายพันธุ์ ได้แก่
- สายพันธุ์ซาอี (Zaire ebolavirus): พบดุที่สุดและรุนแรงที่สุด
- สายพันธุ์ซูดาน (Sudan ebolavirus): รุนแรงรองลงมา
- สายพันธุ์ Tai forest ebolavirus
- สายพันธุ์บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus): ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยมีความรุนแรงในระดับปานกลาง
สถานการณ์ในไทย: แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศไทย แต่หากได้รับเชื้อขึ้นมา โอกาสเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตถือว่าสูงมาก!
เช็กสัญญาณอันตราย: ติดต่ออย่างไร? อาการแบบไหน?
- ช่องทางการติดต่อ: เชื้อไม่ได้ลอยมาในอากาศเหมือนโควิด แต่จะ ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด ของผู้ติดเชื้อ โดยมักแฝงตัวมากับนักท่องเที่ยว ผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด หรือการลักลอบนำเข้าสัตว์ป่าที่เป็นพาหะ
- ระยะฟักตัว: เชื้อจะซ่อนตัวอยู่ในร่างกายราว 2-21 วัน ก่อนจะเริ่มแผลงฤทธิ์
อาการแบ่งเป็น 2 ระยะที่ต้องเฝ้าระวัง
- ระยะแรก: มีไข้สูงเฉียบพลัน, อ่อนเพลียอย่างรุนแรง, ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ และเจ็บคอ
- ระยะที่สอง (วิกฤต): ท้องเสีย, อาเจียน, มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง, การทำงานของตับและไตเริ่มผิดปกติ และในรายที่รุนแรงจะมี "เลือดออกทั้งภายนอกและภายในร่างกาย" ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมากเนื่องจากอวัยวะภายในถูกทำลายและระบบล้มเหลว
ไร้วัคซีน-รักษาตามอาการ! มาตรการคุมเข้มสกัดเข้าไทย
น่ากลัวซ้ำสอง! เพราะปัจจุบัน ยังไม่มีการค้นพบวัคซีนที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสอีโบลาได้โดยตรง การรักษาในปัจจุบันจึงทำได้เพียงการรักษาประคับประคองตามอาการ และการใช้ยาต้านเชื้อโรคเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนเท่านั้น
ทางด้านสำนักโรคอุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค ได้ประเมินความเสี่ยงว่า เชื้อร้ายนี้อาจเล็ดลอดเข้าสู่ประเทศไทยได้จาก 2 ทางหลัก คือ การลักลอบนำเข้าสัตว์ป่าที่เป็นพาหะ (เช่น ลิงชิมแปนซี) และ นักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางที่ติดเชื้อในระยะฟักตัว
แนวทางป้องกันและรับมือ
- ด่านหน้าต้องเข้ม: เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสาธารณสุขประจำท่าอากาศยาน ต้องยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยงอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบการนำเข้าสัตว์ต่าง ๆ อย่างถูกกฎหมาย
- ประชาชนต้องตื่นตัว: สำหรับใครที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดหัว เจ็บคอ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที! พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียดในรอบ 21 วัน เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่อาการจะบานปลายจนสายเกินแก้!



