ไลฟ์สไตล์

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม

05 ก.พ. 2569

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ตรวจพบระยะลุกลาม! เช็กอาการเบื้องต้น "ตัวเหลือง-ปวดท้องชายโครงขวา" สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย

 

จากกรณีข่าวช็อกวงการที่คนใกล้ชิดของ "จา พนม" หรือ "โทนี่ จา" ออกมาเปิดเผยว่า ยอดนักบู๊กำลังเผชิญกับ "มะเร็งในถุงน้ำดี" ระยะที่ 3-4 โดยมีอาการเบื้องต้นคือปวดท้องรุนแรงและตัวเหลือง ตาเหลือง จนต้องเข้ารับการรักษาด่วนด้วยการผ่าตัดและทำเคมีบำบัด 

 

 

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม

 

 

มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คือ การเกิดเนื้องอกชนิดร้าย หรือมะเร็งภายในเนื้อเยื่อถุงน้ำดี ที่อยู่ใต้ตับ บริเวณชายโครงด้านขวา จะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดี มักจะมีอาการเจ็บท้องด้านขวา และโรคนี้มักจะไม่ออกอาการในระยะแรกๆ  การวินิจฉัยจึงทำได้ยาก และหากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ประสิทธิภาพในการรักษาก็จะต่ำลง จึงทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีต่ำมากเช่นกัน

 

 

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม

 

 

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดี     

  • ความผิดปกติในถุงน้ำดี เช่น มีติ่งเนื้อขนาดใหญ่บริเวณถุงน้ำดี หรือการมีแคลเซียมเกาะที่ผนังถุงน้ำดี
  • ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีกว่าบุคคลปกติ 38 เท่า      
  • ผู้หญิงอายุ 50 ปี ขึ้นไป ที่ป่วยเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง 
  • ผู้หญิงที่ประจำเดือนครั้งแรกมาเร็ว และวัยหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ     
  • ผู้หญิงที่มีตั้งครรภ์ และคลอดบุตรหลายครั้ง     
  • ผู้ที่น้ำหนักตัวเยอะ     
  • ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี     
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เป็นประจำ     
  • การบริโภคอาหารประเภทหมักดอง รสจัด รวมทั้งอาหารจากการทอดที่มีไขมันสูง

 

 

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม

 

อาการของโรคมะเร็งถุงน้ำดี

  • ปวดท้องด้านขวา
  • ท้องอืด      
  • เป็นไข้     
  • คลื่นไส้    
  • อาเจียน    
  • เบื่ออาหาร    
  • น้ำหนักลดลง   
  • ปัสสาวะสีเข้ม     
  • อุจจาระสีอ่อน    
  • ตัวเหลือง ตาเหลืองจากอาการดีซ่าน     
  • คันผิวหนังตามร่างกาย โดยอาการจะรุนแรงขึ้นในตอนกลางคืน

 

ระยะของโรคมะเร็งถุงน้ำดี

  • ระยะที่ 1 มะเร็งจะอยู่ภายในถุงน้ำดี และไม่แพร่กระจาย หากได้รับการผ่าตัด จะทำให้มีโอกาสหายขาดได้สูง
  • ระยะที่ 2 มะเร็งจะเริ่มลุกลามออกทางผนังชั้นนอกของถุงน้ำดี แต่ไม่ถึงตับ  
  • ระยะที่ 3 มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลือง และตับ
  • ระยะที่ 4 มะเร็งจะลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย

 

 

รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม

 

 

การรักษาโรคมะเร็งถุงน้ำดี

การผ่าตัด

  • หากเป็นผ่าตัดโรคมะเร็งถุงน้ำดีในระยะแรก จะเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การผ่าตัดถุงน้ำดีออกไป การผ่าตัดถุงน้ำดีในวงกว้าง และการผ่าตัดอวัยวะภายในต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

 

การฉายรังสีบำบัด   

  • การใช้รังสีพลังงานสูงมากำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือกลับมาใหม่

 

การใช้ยาเคมีบำบัด

  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ จะได้รับยา จากการรับประทาน หรือการฉีดเข้าทางหลอดเลือด ตัวยาจะต้านมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ จากการตามโลหิตให้ไหลเวียนในทุกๆ ส่วนทั่วร่างกาย

 

การใช้เทคนิคแบบเจาะจง (Targeted)

  • ในตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงของมะเร็งถุงน้ำดี จะมีการฉีดยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ

 

การรักษาแบบแพทย์แผนจีน   

  • ยาแพทย์แผนจีนมีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็ง แก้พิษ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน ในรูปแบบของการรับประทาน หรือสอดทางหลอดเลือดแดง รวมทั้งการใช้องค์ประกอบทางพยาธิวิทยาของมะเร็งถุงน้ำดี และการปรับความสมดุลของร่างกาย

 

หากเป็นโรคมะเร็งถุงน้ำดีในระยะที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ จะมีโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากกว่า 5 ปี นั้น ถือว่าน้อย ผู้ป่วยในระยะสุดท้าย จะมีชีวิตรอดได้มากสุดเพียง 1 ปี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าหากเกิดโรคนี้บุคคลรอบข้าง ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีจะค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะไม่นานมานี้พบว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีความเสี่ยงมากกว่าเพศชาย อีกทั้งยังหาสาเหตุในการเกิดโรคยังไม่ชัดเจน และโรคมะเร็งถุงน้ำดีมีความสัมพันธ์กับการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก petcharavejhospital