
รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ป่วยระยะลุกลาม
รู้จักโรคร้าย "มะเร็งถุงน้ำดี" หลังยอดนักบู๊ "จา พนม" ตรวจพบระยะลุกลาม! เช็กอาการเบื้องต้น "ตัวเหลือง-ปวดท้องชายโครงขวา" สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย
จากกรณีข่าวช็อกวงการที่คนใกล้ชิดของ "จา พนม" หรือ "โทนี่ จา" ออกมาเปิดเผยว่า ยอดนักบู๊กำลังเผชิญกับ "มะเร็งในถุงน้ำดี" ระยะที่ 3-4 โดยมีอาการเบื้องต้นคือปวดท้องรุนแรงและตัวเหลือง ตาเหลือง จนต้องเข้ารับการรักษาด่วนด้วยการผ่าตัดและทำเคมีบำบัด
มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คือ การเกิดเนื้องอกชนิดร้าย หรือมะเร็งภายในเนื้อเยื่อถุงน้ำดี ที่อยู่ใต้ตับ บริเวณชายโครงด้านขวา จะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดี มักจะมีอาการเจ็บท้องด้านขวา และโรคนี้มักจะไม่ออกอาการในระยะแรกๆ การวินิจฉัยจึงทำได้ยาก และหากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ประสิทธิภาพในการรักษาก็จะต่ำลง จึงทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีต่ำมากเช่นกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดี
- ความผิดปกติในถุงน้ำดี เช่น มีติ่งเนื้อขนาดใหญ่บริเวณถุงน้ำดี หรือการมีแคลเซียมเกาะที่ผนังถุงน้ำดี
- ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีกว่าบุคคลปกติ 38 เท่า
- ผู้หญิงอายุ 50 ปี ขึ้นไป ที่ป่วยเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
- ผู้หญิงที่ประจำเดือนครั้งแรกมาเร็ว และวัยหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ
- ผู้หญิงที่มีตั้งครรภ์ และคลอดบุตรหลายครั้ง
- ผู้ที่น้ำหนักตัวเยอะ
- ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เป็นประจำ
- การบริโภคอาหารประเภทหมักดอง รสจัด รวมทั้งอาหารจากการทอดที่มีไขมันสูง
อาการของโรคมะเร็งถุงน้ำดี
- ปวดท้องด้านขวา
- ท้องอืด
- เป็นไข้
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลดลง
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อุจจาระสีอ่อน
- ตัวเหลือง ตาเหลืองจากอาการดีซ่าน
- คันผิวหนังตามร่างกาย โดยอาการจะรุนแรงขึ้นในตอนกลางคืน
ระยะของโรคมะเร็งถุงน้ำดี
- ระยะที่ 1 มะเร็งจะอยู่ภายในถุงน้ำดี และไม่แพร่กระจาย หากได้รับการผ่าตัด จะทำให้มีโอกาสหายขาดได้สูง
- ระยะที่ 2 มะเร็งจะเริ่มลุกลามออกทางผนังชั้นนอกของถุงน้ำดี แต่ไม่ถึงตับ
- ระยะที่ 3 มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลือง และตับ
- ระยะที่ 4 มะเร็งจะลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย
การรักษาโรคมะเร็งถุงน้ำดี
การผ่าตัด
- หากเป็นผ่าตัดโรคมะเร็งถุงน้ำดีในระยะแรก จะเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การผ่าตัดถุงน้ำดีออกไป การผ่าตัดถุงน้ำดีในวงกว้าง และการผ่าตัดอวัยวะภายในต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
การฉายรังสีบำบัด
- การใช้รังสีพลังงานสูงมากำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือกลับมาใหม่
การใช้ยาเคมีบำบัด
- ผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ จะได้รับยา จากการรับประทาน หรือการฉีดเข้าทางหลอดเลือด ตัวยาจะต้านมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ จากการตามโลหิตให้ไหลเวียนในทุกๆ ส่วนทั่วร่างกาย
การใช้เทคนิคแบบเจาะจง (Targeted)
- ในตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงของมะเร็งถุงน้ำดี จะมีการฉีดยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ
การรักษาแบบแพทย์แผนจีน
- ยาแพทย์แผนจีนมีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็ง แก้พิษ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน ในรูปแบบของการรับประทาน หรือสอดทางหลอดเลือดแดง รวมทั้งการใช้องค์ประกอบทางพยาธิวิทยาของมะเร็งถุงน้ำดี และการปรับความสมดุลของร่างกาย
หากเป็นโรคมะเร็งถุงน้ำดีในระยะที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ จะมีโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากกว่า 5 ปี นั้น ถือว่าน้อย ผู้ป่วยในระยะสุดท้าย จะมีชีวิตรอดได้มากสุดเพียง 1 ปี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าหากเกิดโรคนี้บุคคลรอบข้าง ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคมะเร็งถุงน้ำดีจะค่อนข้างต่ำ แต่ในระยะไม่นานมานี้พบว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีความเสี่ยงมากกว่าเพศชาย อีกทั้งยังหาสาเหตุในการเกิดโรคยังไม่ชัดเจน และโรคมะเร็งถุงน้ำดีมีความสัมพันธ์กับการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
ข้อมูลอ้างอิงจาก petcharavejhospital



