
รู้จัก "โรคไข้นกแก้ว" หลังพบผู้ติดเชื้อในไทย เช็คอาการเสี่ยง-วิธีรับมือ
ทำความรู้จัก "โรคไข้นกแก้ว" หลังพบผู้ติดเชื้อในไทย! ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ เช็คอาการเสี่ยง-วิธีรับมือ แม้ไม่มีวัคซีนแต่ยาปฏิชีวนะเอาอยู่
หลังจากมีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) จำนวน 1 ราย เมื่อปลายปี 2568 มีโรคประจำตัวและมีประวัติเลี้ยงนกในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันขณะทำความสะอาดกรง ปัจจุบันได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว
ทั้งนี้โรคไข้นกแก้วเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila psittaci ซึ่งพบในนกและสัตว์ปีกหลายชนิด เช่น นกแก้ว นกพิราบ เป็ด และไก่งวง คนสามารถติดเชื้อจากการสูดดมละอองเชื้อจากมูลแห้ง ขน หรือสารคัดหลั่งของนก กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก เช่น ผู้เลี้ยงนก สัตวแพทย์ และผู้ให้อาหารนก อาการของผู้ป่วยมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และไอแห้ง โรคนี้แม้ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
โรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) ที่พบการระบาดอยู่ในหลายประเทศแถบยุโรป และมีรายงานผู้เสียชีวิต ไม่ใช่โรคติดต่ออุบัติใหม่ ไข้นกแก้ว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia Psittaci เชื้อนี้มักก่อโรคในนกที่เป็นสัตว์เลี้ยง มีนกเป็นพาหะ เช่น นกแก้ว นกพิราบ และนกคีรีบูน นอกจากนี้ ยังสามารถพบได้ในสัตว์อื่นๆ ที่มีความใกล้ชิดกับนกดังกล่าว เช่น สุนัขและแมว ในอดีตเคยมีการระบาดในนกแก้วแล้วหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ คอสตาริกา ออสเตรเลีย
นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า คนจะสามารถติดต่อโรคไข้นกแก้วนี้ได้ผ่านการหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป จากสารคัดหลั่ง ฝุ่นที่ติดอยู่บนขน และมูลแห้งของนก คนกลุ่มเสี่ยงจะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนก เช่น สัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ คนเลี้ยงนก รวมถึงผู้ให้อาหารนก เป็นต้น
ผู้ติดเชื้อมักมีการอาการแสดงเพียงเล็กน้อย
- ไข้
- หนาวสั่น
- ปวดหัว
- ปวดกล้ามเนื้อ
- ไอแห้ง
จะเริ่มมีอาการ 5-14 วันหลังจากได้รับเชื้อ และสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือผู้เสียชีวิต มักเป็นกลุ่มคนสูงวัยหรือผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการพบผู้เสียชีวิตสามารถพบได้น้อยมาก
ป้องกันไข้นกแก้ว สำหรับการป้องกันโรคไข้นกแก้วสามารถทำได้ง่าย โดยประชาชนควรหลีกเลี่ยงใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย
- หากจำเป็นต้องสัมผัสต้องป้องกันตนเองให้ดี สวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ
- หลังจากสัมผัสสัตว์แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
- กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้เลี้ยงนก สัตวแพทย์ หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนก หมั่นสังเกตอาการตนเองและอาการของสัตว์อยู่เสมอ
- หากมีอาการไข้รวมถึงอาการทางระบบทางเดินหายใจ ให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยงเพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
- สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422



