
เปิดลิสต์ “5 โรคร้าย” จากฝุ่น PM 2.5 ภัยเงียบที่ไม่ได้ทำลายแค่ปอด
22 ม.ค. 2569
มัจจุราชไร้สี 2026 เปิดลิสต์ “5 โรคร้าย” จากฝุ่น PM 2.5 ภัยเงียบทะลวงกระแสเลือด ทำลายสมอง-เสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน
สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 ยังคงเป็นวิกฤตสุขภาพอันดับต้นๆ ของคนไทย ข้อมูลอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และงานวิจัยล่าสุดระบุว่า ฝุ่นจิ๋วขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน สามารถทะลุผ่านถุงลมปอดเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดได้โดยตรง กระตุ้นการอักเสบทั่วร่างกายและนำไปสู่โรคร้ายแรงเกินคาด
ระวัง 5 โรคร้ายจากฝุ่น PM 2.5
- โรคระบบทางเดินหายใจ (หน้าด่านอันตราย): ไม่ใช่แค่ไอหรือจาม แต่ฝุ่นจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในทางเดินหายใจ กระตุ้นโรคหอบหืดให้กำเริบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
- โรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด: งานวิจัยปี 2569 ชี้ชัดว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับ PM 2.5 สะสมนานวัน เสี่ยงเป็น "มะเร็งปอด" เพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญ เนื่องจากฝุ่นเข้าไปกระตุ้นการกลายพันธุ์ของเซลล์
- โรคผิวหนังและริ้วรอย: นอกจากผื่นภูมิแพ้และลมพิษแล้ว ฝุ่นยังทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอยร่องลึก และจุดด่างดำที่รักษาได้ยาก
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: ฝุ่นพิษทำให้ "เลือดข้น" และเกิดตะกอนในหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันและหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
- โรคเยื่อบุตาอักเสบ: อาการตาแดง แสบตา และตาแห้งเรื้อรัง หากสะสมไว้นานอาจส่งผลต่อกระจกตาในระยะยาว
ในยุคที่ฝุ่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การดูแลตัวเองต้อง "ล้ำ" กว่าเดิม
- ใช้แอปฯ เฝ้าระวัง: เช็กค่าฝุ่นจากเซนเซอร์อัจฉริยะแบบ Real-time เช่น Aurassure ที่ระบุตำแหน่งฝุ่นแม่นยำระดับซอย
- มาตรการ LEZ (Low Emission Zone): หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าเขตมลพิษต่ำในวันที่ค่าอากาศสีแดง เพื่อลดการรับสารพิษ
- สวมหน้ากากมาตรฐานสูง: ต้องสวม N95 หรือหน้ากากที่ป้องกันฝุ่นละอองขนาดจิ๋วได้จริง (หน้ากากผ้าธรรมดาเอาไม่อยู่)
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: เพื่อชะล้างฝุ่นที่ตกค้างในโพรงจมูกหลังกลับเข้าบ้าน
- อาหารต้านอักเสบ: เน้นผักผลไม้ที่มีวิตามินซีและอีสูง เพื่อช่วยต้านอนุมูลอิสระจากการสูดดมมลพิษ



