
UN ผ่านมติประวัติศาสตร์ เตรียมใช้แผนที่โลกฉบับใหม่ แสดงขนาดตามจริง
UN ผ่านมติประวัติศาสตร์ ปลดล็อกแผนที่โลกยุคโบราณหลังจากใช้มานานกว่า 5 ศตวรรษ เตรียมปรับใช้แผนที่โลกฉบับใหม่ แสดงขนาดประเทศต่างๆตามความจริง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ สำนักงานใหญ่ นครนิวยอร์ก ได้มีมติเห็นชอบการปลดระเบียบการใช้แผนที่โลกแบบ "เมอร์เคเตอร์" (Mercator projection) ซึ่งใช้สืบต่อกันมานานกว่า 5 ศตวรรษ โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบ "Equal Earth" (รุ่นปี 2018) ที่สามารถแสดงขนาดพื้นที่จริงของทวีปต่าง ๆ โดยเฉพาะทวีปแอฟริกา ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำตามหลักวิทยาศาสตร์
ในการลงมติครั้งนี้ มีประเทศสมาชิกลงคะแนนเห็นชอบถึง 164 ประเทศ โดยมีเพียง สหรัฐอเมริกาประเทศเดียวที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ (No) โดยตัวแทนจากสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่ามติดังกล่าว "ไม่มีความจำเป็น" (Superfluous) ขณะที่มีประเทศงดออกเสียง 6 ประเทศ แม้ว่ามติของ UN จะไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย (Non-enforceable) ทำให้แต่ละประเทศยังคงมีสิทธิ์เลือกใช้แผนที่แบบเดิมได้ แต่คาดว่าผลลัพธ์จากการลงมติครั้งนี้จะส่งผลกระทบวงกว้าง โดยเฉพาะการปรับปรุงแบบเรียนในโรงเรียน ตลอดจนระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (เช่น ระบบแผนที่นำทาง)
แผนที่แบบ Mercator ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักทำแผนที่ชาวฟลามิช เจราร์ดัส เมอร์เคเตอร์ (Gerardus Mercator) เมื่อปี ค.ศ. 1569 เพื่อช่วยในการเดินเรือทางทะเล แต่จุดอ่อนสำคัญของแผนที่ประเภทนี้คือ การบิดเบือนสัดส่วนของดินแดนที่อยู่ใกล้ขั้วโลกให้ดูใหญ่กว่าความเป็นจริง ขณะที่ดินแดนบริเวณแถบศูนย์สูตรจะถูกหดให้ดูเล็กลงอย่างมาก เปรียบเทียบความจริง: ในแผนที่ Mercator ทวีปแอฟริกาจะมีขนาดดูใกล้เคียงกับ "เกาะกรีนแลนด์" แต่ในความเป็นจริง ทวีปแอฟริกามีขนาดใหญ่กว่ากรีนแลนด์ถึง 14 เท่า
แคมเปญ #CorrectTheMap ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ของทวีปแอฟริกานั้นกว้างใหญ่มากพอที่จะนำประเทศสหรัฐอเมริกา, จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก และพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปมาวางต่อกันด้านในได้ทั้งหมด แล้วยังคงเหลือพื้นที่ว่างอยู่อีกด้วย กลุ่มนักประวัติศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ และนักเคลื่อนไหว มองว่าแผนที่แบบเดิมเป็นการสร้างภาพจำที่แฝงด้วย "การล่าอาณานิคมทางแผนที่" (Cartographic colonialism) ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตวิทยา ความคิด และมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยทำให้กลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) ดูด้อยความสำคัญลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในซีกโลกเหนือ
เบื้องหลังการผลักดันโดยสหภาพแอฟริกา การผลักดันในครั้งนี้มี ประเทศโตโก (Togo) เป็นตัวแทนของสหภาพแอฟริกา (African Union) ในการเสนอร่างมติ โดย รอบเบิร์ต ดุสซีย์ (Robert Dussey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโตโก กล่าวเน้นย้ำก่อนการลงมติว่า
"นี่ไม่ใช่การอภิปรายทางการเมือง แต่เป็นการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ เมื่อมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เราทุกคนก็ต้องยอมรับความจริง... ถึงเวลาแล้วที่เราชาวแอฟริกาต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง"
ก่อนหน้าการลงมติ ฝรั่งเศส โดย รมว.ต่างประเทศ ฌ็อง-โนเอล บาร์โรต์ (Jean-Noël Barrot) ได้ประกาศสนับสนุนมติดังกล่าว พร้อมระบุว่าฝรั่งเศสจะเลิกใช้แผนที่ Mercator และเปลี่ยนไปใช้ระบบ Eckert IV ซึ่งมีความใกล้เคียงกับ Equal Earth เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่จริง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอดีตประเทศอาณานิคม
ก้าวต่อไปหลังจากนี้ รัฐบาลโตโกมีแผนที่จะจัดกิจกรรมร่วมกับ UNESCO, สหภาพแอฟริกา รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google Maps ณ กรุงโลเม เมืองหลวงของโตโก ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า เพื่อวางแนวทางและกรอบเวลาในการนำแผนที่รูปแบบใหม่ไปปรับใช้จริงทั่วโลกต่อไป



