
รู้จัก “ไครโอนิกส์” กระบวนการแช่แข็งร่าง เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพ
ตายแล้วฟื้นได้จริงหรือ? รู้จัก “ไครโอนิกส์” Cryonics กระบวนการแช่แข็งร่าง เพื่อรอวันกลับมาอีกครั้ง หลังวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นในอนาคต
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ถวิลหาความอมตะ ต่างเฟ้นหาสารพัดวิธีที่จะรักษาไว้ซึ่งความ เยาว์วัย ไม่ให้แก่ชรา ร่วงโรยไป จะเห็นได้จากความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ มีหลักว่าการตายของฟาโรห์คือการบรรทมหลับไปเท่านั้น เพื่อรอการกลับมา หรือ รอฟาโรห์ตื่นจากบรรทมอีกครั้ง จึงเกิดการทำเป็นมัมมี่ขึ้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้ เกิดวิทยาการที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการวิทยาศาสตร์ นั่นคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า "ไครโอนิกส์ Cryonics"
ทำความรู้จัก ไครโอนิกส์ Cryonics คืออะไร
ข้อมูลจาก องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ระบุว่า ไครโอนิกส์ (Cryonics) คือ กระบวนการ หรือ วิธีการในการแช่แข็งร่างของสิ่งมีชีวิตที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นการคงสภาพเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกายได้เป็นระยะเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถรักษาได้ในปัจจุบัน จึงรอความหวังที่สิ่งมีชีวิตนั้นจะคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยวิธีการรักษาโดยใช้วิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ในอนาคต ตัวอย่างเช่น สามารถแช่แข็งร่างกายของมนุษย์ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหรือเกิดอุบัติเหตุ ด้วยไนโตรเจนเหลวภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า -196 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้คำว่า ‘ไครโอ’ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า kryos หมายถึง เย็นจัด หรือ หนาวมาก และคำว่า ไครโอนิกส์ (Cryonics) เป็นคำในภาษาอังกฤษ ที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960)
สื่อต่างประเทศนำเสนอเรื่องราวของ Laura Deming สาววัย 30 ปี ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า Cradle Healthcare โดยธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากความสนใจของเธอ เธอมีความสนใจเรื่องการชะลอวัย และยืดอายุขัยมาตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากนี้เธอยังเป็น ผู้ก่อตั้ง Longevity Fund ซึ่งเป็นบริษัท Venture Capital ที่มุ่งเน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีด้านการชะลอวัย อีกด้วย
เธอกล่าวว่า “บริษัทอื่น ๆ มักเน้นไปที่การแช่แข็งร่างกายมากเกินไป แต่กลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญอีกปรการ นั่นคือ กระบวนการฟื้นคืนชีพ เราทำงานกับเทคโนโลยีแช่แข็งแบบกลับคืนได้ ซึ่งหมายความว่า เรากำลังพัฒนากระบวนการที่ทั้งแช่แข็งร่างกาย และละลายการแช่แข็งให้ร่างกายกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง”
ขณะที่ ฮันเตอร์ เดวิส อายุ 33 ปี ผู้ช่วยอีกคนของเธอ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนงทั้งฟิสิกส์ เคมี และเศรษฐศาสตร์ โดยเขากล่าวถึงเทคโนโลยีนี้ว่า “ถ้าทำได้ถูกวิธี ของเหลวในชิ้นเนื้อเยื่อจะข้ามผ่านขั้นตอนการกลายเป็นน้ำแข็งไปเกือบทั้งหมด และเข้าสู่สภาวะที่มีความหนืด และเฉื่อยแทน ซึ่งที่อุณหภูมิระดับนั้น ทุกอย่างของร่างกายจะหยุดลงอย่างสมบูรณ์”
เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ของสหรัฐอเมริกา เผยข่าวดีว่า พวกเขานำเทคโนโลยี ไครโอนิกส์ มาใช้กับการปลูกถ่ายไตหนู โดยพวกเขาทำการแช่แข็งไตหนู 100 วัน จากนั้นนำมาทำการละลายตามกระบวนการและนำไปปลูกถ่ายกับหนู ผลปรากฎว่าพวกเขาทำสำเร็จ ไตที่ผ่านการแช่แข็ง และนำมาปลูกถ่าย สามารถใช้งานได้ตามปกติ และอย่างสมบูรณ์
ส่วนในเคสของมนุษย์ยังมีความน่ากังวลอยู่ระดับหนึ่ง เนื่องจากในขณะนี้ยังหาวิธีป้องกันไม่ให้เซลล์เสียหาย ระหว่างกระบวนการแช่แข็ง เพราะผลึกน้ำแข็งสามารถทำลายเซลล์ได้
อย่างไรก็ตามยังน่ากังวลเกี่ยวกับการแช่แข็งในมนุษย์ นักเขียนชื่อดังอย่าง อาเรียล เซเลซนิโคว-จอห์นสตัน (Ariel Zeleznikow-Johnston) นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาท จากมหาวิทยาลัยโมนาช แห่งเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเป็นผู้เขียนเจ้าของผลงาน “The Future Loves You: How and Why We Should Abolish Death” กล่าวว่า “ยิ่งชิ้นเนื้อเยื่อมีขนาดใหญ่ ปัญหาก็ยิ่งยุ่งยากขึ้น เนื่องจากจะเกิดความต่างของอุณหภูมิภายในเนื้อเยื่อเอง ผู้เชี่ยวชาญพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยสารป้องกันเซลล์จากการแช่แข็ง แต่สารเหล่านี้ก็มีพิษเช่นกัน”
ดังนั้นเทคโนโลยีสามารถทำสำเร็จแล้วในการทดลองปลูกถ่ายไตหนู แต่สำหรับมนุษย์แล้ว ยังมีอุปสรรคใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการวิจัย ซึ่งหากก้าวผ่านไปได้ อาจเป็นผลดีในด้านคุณภาพการใช้ชีวิตของมนุษย์ มนุษย์อาจมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเดิมก็เป็นได้
ข้อมูลอ้างอิงจาก : bangkokbiznews,องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ



