ไลฟ์สไตล์

เปิดต้นตอ "สไบ" มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน

เปิดต้นตอ "สไบ" มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน

16 มี.ค. 2569

เปิดต้นตอ "สไบ" วัฒนธรรมการแต่งกายยอดนิยมในอดีตที่ถูกถ่ายทอดมาปัจจุบัน มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน

 

กลายเป็นดราม่าที่สาดโคลนกันไปมาระหว่างเพื่อนบ้านในประเด็น "ใครเคลมใคร" เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายอย่าง "สไบ" (Sbai) แต่หากเปิดพจนานุกรมประวัติศาสตร์ดูจะพบความจริงที่น่าทึ่งว่า แท้จริงแล้ว "สไบ" ไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ "ไหล" มาตามเส้นทางการค้าและศรัทธาตั้งแต่อดีตพันปี!

 

 

เปิดต้นตอ "สไบ" มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน

 

 

ย้อนรอยพันปี: จาก "ส่าหรี" อินเดียสู่ "สไบ" อาเซียน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า "สไบ" มีต้นกำเนิดที่ไกลกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรากเหง้ามาจาก "ผ้าส่าหรี" ในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Valley) หรือบริเวณประเทศปากีสถานและอินเดียในปัจจุบัน

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1-7 (พ.ศ. 500-1200) ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของการค้าทางทะเล อิทธิพลการแต่งกายแบบอินเดียได้แพร่เข้ามายังอาณาจักรโบราณในแถบนี้ ทั้ง ฟูนัน (กัมพูชา/ไทย), จามปา (เวียดนาม) และทวารวดี (ไทย) จนเกิดการดัดแปลงผ้าผืนยาวให้เข้ากับสภาพอากาศและวิถีชีวิตท้องถิ่น

 

 

เปิดต้นตอ "สไบ" มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน

 

 

 

 

 

ประเทศไทยปัจจุบัน คาดว่ามีการแต่งชุด “ผ้าสไบ” ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6-13 ช่วงอาณาจักรทวารวดี “ผ้าสไบ” ประดับด้วยสร้อยคอทองคำ และเข็มขัดโลหะ สืบต่อมาจนมาถึงสมัยอาณาจักรอยุธยา ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังพบลักษณะคล้ายผ้าสไบในกลุ่มชนเผ่าไทยลื้อ ไทยเก้น และไทยใหญ่ บริเวณพื้นที่ภาคเหนือของไทย

 

ประเทศกัมพูชาปัจจุบัน เรียกการแต่งกายในลักษณะนี้ว่าชุด "สไบซัมปอต" ซึ่งจากบันทึกของ โจว ต้ากวน (Zhou Daguan) นักการทูตชาวจีนในราชวงศ์หยวนของจีนที่เคยเดินทางมายังนครวัด ได้บันทึกเกี่ยวกับการพบเห็นลักษณะการแต่งกายด้วยผ้าสไบของผู้คนในนครวัด

 

ประเทศลาวปัจจุบัน ผ้าสไบเป็นส่วนหนึ่งของชุดพื้นเมืองที่เรียกว่า "สไบพาสา" ใช้พาดบ่าหรือคลุมไหล่ในงานประเพณีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานบุญ ผ้าสไบลาวมีลวดลายและสีสันที่สวยงาม มักทำจากผ้าไหมทอมือ

 

ประเทศพม่าปัจจุบัน ผ้าสไบรู้จักในชื่อ "หล่งจี" หรือ "ตันเมียว" ใช้พาดบ่าหรือคลุมไหล่ในงานสำคัญ เช่น งานบุญ งานแต่งงาน ผ้าสไบพม่ามีลวดลายและการปักที่ละเอียดอ่อน แสดงถึงฝีมือช่างท้องถิ่น

 

มาเลเซียและอินโดนีเซียปัจจุบัน ผ้าสไบเป็นส่วนหนึ่งของชุดประจำชาติของชาวมาเลย์และชาวบาติก เรียกว่า "ซาลิน" หรือ "เคบาจา" ใช้พาดบ่าหรือคลุมไหล่ในงานประเพณีและงานสำคัญต่างๆ ผ้ามีลวดลายบาติกที่เป็นเอกลักษณ์

 

ประเทศฟิลิปปินส์ปัจจุบัน ผ้าสไบเป็นส่วนหนึ่งของชุดประจำชาติที่เรียกว่า "บารง ตากาล็อก" สำหรับผู้หญิงจะใช้ผ้าสไบพาดไหล่หรือนุ่งเป็นผ้านุ่ง ลวดลายของผ้าสไบฟิลิปปินส์มีความหลากหลายตามแต่ละภูมิภาค

 

ประเทศบรูไนปัจจุบัน ผ้าสไบเป็นส่วนหนึ่งของชุดประจำชาติที่เรียกว่า "บาจู กุรุง" ใช้คลุมไหล่หรือพาดบ่าในงานสำคัญ ผ้ามีลวดลายบาติกที่เป็นเอกลักษณ์

 

ประเทศเวียดนามปัจจุบัน ผ้าสไบเป็นส่วนหนึ่งของชุดประจำชาติที่เรียกว่า "อ่าว หญ่าย" สำหรับผู้หญิงจะใช้ผ้าสไบพาดไหล่ในงานประเพณีและงานสำคัญต่าง ๆ ผ้าสไบเวียดนามมีลวดลายที่ละเอียดอ่อน กรณีของเวียดนามได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนทำให้ค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ

 

 

เปิดต้นตอ "สไบ" มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน

 

 

"สไบ" ในวันนี้: ต่างชื่อแต่รากเดียวกัน

ปัจจุบันแต่ละประเทศได้พัฒนา "สไบ" จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนกลายเป็นชุดประจำชาติที่น่าภาคภูมิใจ

  • ไทย: สไบเฉียง ประดับลวดลายทองสุดประณีต
  • กัมพูชา: "สไบซัมปอต" หัวใจสำคัญของชุดแต่งงานพระทอง-นางนาค
  • ลาว: "สไบพาสา" ผ้าไหมทอมือที่ใช้ในงานบุญประเพณี
  • พม่า: "หล่งจี" หรือ "ตันเมียว" ที่ปักลวดลายละเอียดอ่อน
  • อินโดฯ-มาเลย์: เรียกว่า "ซาลิน" หรือ "เคบาจา" ที่ผสมผสานลายบาติกเอกลักษณ์เฉพาะเกาะ

 

 

CR: Amazing World Culture Club - AWCC V.3

 

 

ในยุคอดีตไม่มีคำว่า "พรมแดน" หรือ "ชาติ" วัฒนธรรมคือการหยิบยืมและสร้างสรรค์ต่อยอด การตั้งคำถามว่าสไบเป็นของชาติไหน จึงอาจเป็นการตกหลุมพรางของแนวคิดชาตินิยมสมัยใหม่ จนลืมไปว่าเราทุกคนในอาเซียนต่าง "นุ่งห่มมรดกชิ้นเดียวกัน"  "สไบ"  จึงไม่ใช่แค่อาวุธทางการเมืองในโลกโซเชียล แต่คือสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองที่บรรพบุรุษชาวอาเซียนส่งต่อกันมาผ่านเส้นด้ายและกาลเวลา

 

เปิดต้นตอ "สไบ" มรดกโลกที่ไม่มีพรมแดน! สู่ "Soft Power" ร่วมรากอาเซียน