Kom Lifestyle

รวมเรื่อง "ดูดไขมัน" ที่สาวๆ ควรรู้ วิธีดูดไขมันแบบเข้าใจง่าย

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

การ "ดูดไขมัน" แค่ฟังชื่อแล้วหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกกลัว แต่อย่าพึ่งกังวลใจไป เพราะการดูดไขมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะลองหาวิธีในการลดสัดส่วนมามากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะกินอาหารคลีน ออกกำลังกาย หรือใช้เครื่องกระตุ้นสลายไขมันก็ตาม แต่ในปัจจุบันมีนวัตกรรมที่ช่วยนำเจ้าก้อนไขมันออกจากร่างกายได้ด้วยก็คือ การ “ดูดไขมัน”

 

แค่ฟังชื่อแล้วหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกกลัว แต่อย่าพึ่งกังวลใจไป เพราะ การดูดไขมัน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด บทความนี้จะพาคุณมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการดูดไขมัน ตั้งแต่วิธีดูดไขมัน ไปจนถึงตอบคำถามที่ว่าดูดไขมันอันตรายไหมให้คุณได้ทราบกัน

 

การดูดไขมัน คืออะไร?


การดูดไขมัน (Liposuction) คือ หนึ่งในวิธีช่วยลดสัดส่วนของคุณให้เล็กลงได้ ด้วยการที่ศัลยแพทย์จะทำการนำเครื่องมือที่มีลักษณะเหมือนท่อยาว ใส่เข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อ ดูดไขมัน ส่วนเกินออกมาจากบริเวณต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการสะสมไขมันมากอย่างหน้าท้อง สะโพก ต้นขา ต้นแขน เป็นต้น


หากจะถามว่าการดูดไขมันดีไหม? ตอบได้เลยว่าวิธีการดูดไขมันนี้สามารถช่วยลดจำนวนไขมันในบริเวณส่วนต่าง ๆ ที่สะสมอยู่นี้ไปได้ แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นวิธีลดน้ำหนักอย่างถาวร หรือแก้ไขปัญหาผิวเปลือกส้มจากเซลลูไลท์ไปได้ และนอกจากนี้ที่สำคัญการดูดไขมันเป็นหัตถการที่มีความละเอียดอ่อนจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น

 

ไขมันวัดอย่างไร


ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถดูดไขมัน ได้ เพราะก่อนเริ่มขั้นตอน ดูดไขมัน นั้น คนไข้ต้องเข้ารับการประเมินวัดปริมาณไขมันเสียก่อน ว่ามีปริมาณเหมาะสมต่อการดูดไขมันหรือไม่ เพราะบางครั้งในบริเวณที่คนไข้ต้องการดูดไขมันอาจจะไม่ได้เป็นชั้นไขมันสะสม แต่อาจจะเป็นกล้ามเนื้อ หรือผิวหนังที่ย้วยเพียงเท่านั้น

 

โดยคนไข้อาจจะเช็กด้วยตนเอง ใช้เครื่องมือตรวจเช็ก หรือไปตรวจเช็กที่โรงพยาบาล ดังนี้

  • การอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อได้เห็นภายในร่างกายว่ามีชั้นไขมันหนาขนาดไหน
  • การใช้ที่หนีบไขมัน (Fat Caliper) ใช้เป็นอุปกรณ์หนีบดูว่าไขมันของเราหนาหรือไม่ ถ้าหนาเกินเกณฑ์หมายความว่ามีไขมันใต้ชั้นผิวหนังมาก เข้าเกณฑ์การเข้ารับดูดไขมัน
  • การใช้มือวัดไขมัน (Pinch Test) ง่าย ๆ ด้วยการใช้มือของเราบีบเนื้อขึ้นมา หากมีความหนาขึ้นมาก แปลว่ามีชั้นไขมันมาก
  • การใช้เครื่องวัดไขมัน (ฺBody Fat)  ให้ขึ้นไปชั่งบนเครื่องเพื่อให้เครื่องวิเคราะห์ค่าไขมันในร่างกาย


ดูดไขมันมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร
การดูดไขมันมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดดังนี้

 

ข้อดีของการดูดไขมัน

  • สัดส่วนเล็กลง
  • ลดไขมันสะสมเฉพาะจุด
  • ปรับสัดส่วนร่างกายให้เหมาะสม
  • ลดไซส์เสื้อผ้าลง
  • เสริมสร้างความมั่นใจ
  • เคลื่อนไหวร่างกายสะดวกขึ้น
  • ช่วยให้แต่งตัวได้ง่ายขึ้น
  • แผลจากการดูดไขมันเล็ก ไม่เป็นคีลอยด์
  • ช่วยให้หุ่นเป๊ะขึ้นกว่าเดิม
  • สามารถนำไขมันที่ดูดออกมา ไปเติมบริเวณที่ขาดได้ (เครื่อง body-jet)

 

ข้อจำกัดของการดูดไขมัน

  • อาจมีอาการบวม ช้ำ หลังดูดไขมัน
  • ในบางคนอาจมีความรู้สึกเจ็บ ระหว่างดูดไขมัน
  • ต้องใช้เวลาพักฟื้น
  • ไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักลง หรือลดน้ำหนัก และไม่ได้ทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น
  • อาจมีโอกาสผิวไม่เรียบเนียน หรือผิวหย่อนคล้อย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลหลังการดูดไขมันตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด


ดูดไขมันมีเครื่องมือแบบใดบ้าง

  • RF Assisted Liposuction คือการใช้ท่อดูดไขมัน พร้อมทั้งมีการใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ สร้างความร้อน ช่วยยกกระชับผิวไปพร้อม ๆ กัน
  • Ultrasonic Assisted Liposuction เครื่องมือดูดไขมันที่ใช้พลังงานคลื่นเสียง ซึ่งทำให้เกิดความร้อนช่วยให้ไขมันแตกตัวออกจากภายใน และกลายเป็นน้ำมัน จึงเหมาะกับคนไข้ที่ไขมันเยอะ หรือคนไข้ที่เคยดูดไขมันมาแล้วมีความเสี่ยงเกิดพังผืดเยอะ
  • Power Assisted Liposuction การใช้พลังงานกล เพิ่มความถี่ในการขยับของเข็มดูดไขมัน จนทำให้ไขมันแตกตัวออก
  • Water Jet Assisted Liposuction คือการสลายไขมันด้วยพลังงานน้ำ โดยฉีดพ่นเข้าไปในรูปแบบใบพัด (Fan Shape) เพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัว ทำให้เกิดความเจ็บน้อย เสียเลือดน้อย และเนื่องจากพลังงานน้ำไม่ทำร้ายเซลล์ไขมันให้ตาย จึงยังสามารถนำไปใช้ต่อฉีดไขมันได้
  • นอกจากการดูดไขมันลดสัดส่วนแล้ว ยังมีเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยกกระชับผิวหย่อนคล้อย ช่วยให้ผลลัพธ์การดูดไขมันออกมาสวยยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องนี้หลายคนอาจรู้จักในชื่อ J Plasma

 

ตำแหน่งดูดไขมัน

 

ก่อนอื่นเราต้องดูก่อนว่าไขมันของเรานั้นแบ่งออกเป็นประเภท 4 ประเภท คือ

  • ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
  • ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)
  • ไขมันที่แทรกตามกล้ามเนื้อ
  • ไขมันในหลอดเลือด

ซึ่งไขมันทั้ง 4 ประเภท โดยประเภทที่สามารถดูดไขมันได้นั้น คือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แต่ในชั้นอื่น ๆ อาจจะต้องอาศัยการออกกำลังกาย คุมอาหารควบคู่ไปด้วยในการลดไขมัน ดังนั้นบริเวณที่ดูดไขมันได้โดยไม่ส่งผลต่อสุขภาพ และไม่ทำให้เกิดโรคได้ ๆ ตามมา


ดังนั้นมาดูกันว่ามีบริเวณไหนกันบ้างที่สามารถดูดไขมันได้

 

  • ดูดไขมันเอวเอส บริเวณเอวนี้มักจะมีไขมันสะสมอยู่มากมีลักษณะเป็นเหมือนห่วงยางรอบเอว ทำให้เอวดูหนา ไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง
  • ดูดไขมันแผ่นหลัง ไขมันปีกหลังมีทั้งส่วนบน และส่วนล่าง เกิดจากการสะสมตัวของไขมันเป็นหลักทำให้ตัวดูใหญ่ ไม่ได้สัดส่วน ดูปลิ้นออกมาตามเสื้อผ้า ดูไม่สวยงาม
  • ดูดไขมันหน้าท้อง ไขมันหน้าท้อง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พุง” เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทไขมันมากเกินไป ร่างกายเผาผลาญไม่หมด จนกลายเป็นไขมันพอกบริเวณหน้าท้องขึ้น
  • ดูดไขมันนมน้อย อีกบริเวณที่ไขมันมาพอกตามวงแขน ทำให้มีเนื้อปลิ้นออกมาใต้รักแร้ ข้าง ๆ บริเวณหน้าอก
  • ดูดไขมันต้นแขน ไขมันรอบต้นแขน ทำให้แขนดูใหญ่ ดูย้วย ซึ่งหากเลือกดูดไขมันต้นแขนจะดูกระชับ เล็กลง ไม่อวบ ไม่ย้วย
  • ดูดไขมันเหนียง เมื่อรับประทานอาหารชนิดของมัน ของทอดมาก ไขมันจึงมีการไปสะสมตัวที่บริเวณใต้คาง ทำให้คางมีลักษณะห้อยย้อย เหมือนคางสองชั้น คล้ายคางหมู
  • ดูดไขมันทั้งตัว แน่นอนว่าเมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมัน ไขมันก็จะไปสะสมอยู่ตามทุกส่วนของร่างกาย แต่เนื่องจากมีการดูดไขมันหลายจุด อาจจะทำให้เสียเลือดมาก จึงควรระมัดระวังให้มาก ถ้าอยากทำ แนะนำให้ทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเลือกทำในสถานที่ดูดไขมันที่น่าเชื่อถือ มีห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน
  • ดูดไขมันต้นขา ต้นขาใหญ่ทั้งการสะสมจากไขมันบริเวณต้นขานอก และต้นขาใน ทำให้รอบต้นขาดูใหญ่ ไม่สมส่วนกับบริเวณอื่น ๆ 
  • ดูดไขมันน่อง เป็นอีกวิธีช่วยแก้ปัญหาน่องขาดูใหญ่ ดูตัน ทำให้ขาดูเรียว เพราะน่องถึงเป็นบริเวณที่มีกล้ามเนื้ออยู่มาก แต่ก็มีการสะสมของไขมันร่วมด้วยอยู่มากเช่นกัน
  • ดูดไขมันข้อเท้า ไขมันสะสมรอบ ๆ ข้อเท้ามักจะพบในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือคนอ้วน ซึ่งไขมันที่สะสมอยู่รอบ ๆ ข้อเท้า ทำให้ขาดูไม่เรียวขึ้นมาได้ ใส่รองเท้าแล้วดูไม่สวย

 

วิธีเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
การดูดไขมันมีวิธี 2 วิธี คือการดูดไขมันแบบวางยาสลบ และการดูดไขมันแบบวางยาชา ซึ่งทั้ง 2 วิธีจะมีขั้นตอนการเตรียมตัวที่แตกต่างกันไป

 

ดูดไขมันแบบวางยาสลบ

  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • งดดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด และงดรับประทานอาหาร ก่อนวางยาสลบ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อเลี่ยงการสำลักระหว่างดูดไขมัน
  • งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตัดเล็บ ล้างเล็บ งดแต่งหน้า หรือทาครีมใด ๆ เพื่อให้วิสัญญีแพทย์สังเกตอาการต่าง ๆ หากเกิดภาวะขาดออกซิเจน
  • งดสวมเครื่องประดับทุกชนิด รวมถึงฟันปลอม
  • ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ใส่สบาย สีเข้ม
  • หากมีปัญหาฟันโยก ให้แจ้งแพทย์ไว้ก่อน
  • พาผู้ติดตามมาด้วย เพื่อพากลับบ้าน
  • อาบน้ำ และสระผมมาก่อน เพราะหลังดูดไขมันแผลจะโดนน้ำยังไม่ได้

 

ดูดไขมันแบบวางยาชา

 

  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารให้เรียบร้อย
  • งดชา กาแฟ น้ำอัดลม เพื่อเลี่ยงการปวดปัสสาวะระหว่างทำ
  • สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ใส่สบาย สีเข้ม
  • พาผู้ติดตามมาด้วย เพื่อพากลับบ้าน

 

ดูดไขมันมีกระบวนการอย่างไร
 
วิธีดูดไขมัน


ขั้นตอนในการดูดไขมันของทุก ๆ ส่วนมีวิธีที่คล้ายคลึงกัน โดยโครงสร้างของชั้นผิวนั้น ประกอบด้วย ไขมัน พังผืด เส้นเลือด และเส้นประสาท เนื่องจากมีส่วนต่าง ๆ มากมายในชั้นผิว จึงต้องเตรียมชั้นผิวให้พร้อมต่อการสลายไขมัน และกระทบต่อเส้นเลือด เส้นประสาทน้อยที่สุด

  • ใส่ Tumescent เพื่อขยายพื้นที่ ลดความเจ็บ และเสียเลือดให้น้อยที่สุด โดยทำให้เส้นเลือด เส้นประสาทลอยอยู่ในน้ำ จึงช่วยลดผลกระทบจากเข็มดูดไขมันได้
  • ในขั้นตอนนี้คือขั้นตอนการแยกเซลล์ไขมัน โดยใช้เครื่องดูดไขมันตามชนิดที่ได้เลือกไว้
  • จากนั้นจึงนำไขมันที่ดูดออกมาใส่ถังสำหรับทิ้งไขมัน ยกเว้นในกรณีที่จะเก็บไขมันไว้ใช้เติมไขมันต่อ ไขมันจะถูกเก็บไว้ในถังระบบปิดโดยเฉพาะ

 

การดูแลตนเองหลังดูดไขมัน

  • ออกกำลังกาย โดยเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ ช้า ๆ ในทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด และป้องกันไม่ให้แผลตึงรั้ง เกิดพังผืดขึ้น
  • ระหว่างการดูดไขมันร่างกายเสียน้ำไปมาก ทำให้ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 1 - 2 ลิตร และรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ เน้นไปที่การรับประทานโปรตีน เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รับประทานยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงฟื้นฟูร่างกายเพิ่มด้วยการรับประทาน Vitamin B Vitamin C
  • การดูแลแผลผ่าตัดหลังดูดไขมัน    เลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าแผลจะแห้ง และทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อ และปิดผ้าก๊อซเป็นประจำทุกวัน
  • ชุดกระชับสัดส่วน สวมชุดกระชับสัดส่วนวันละ 18 - 20 ชั่วโมง โดยใส่วันละทุก 4 - 6 ชั่วโมง แล้วจึงควรถอดพัก 30 นาที - 1 ชั่วโมง

 

สรุปเรื่องดูดไขมัน
การดูดไขมันเป็นการลดสัดส่วน ปรับรูปร่าง ที่ต้องมีการเปิดแผล มีการใช้เครื่องมือ และอาจมีผลข้างเคียงหลังดูดไขมันได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจดูดไขมัน คนไข้จึงต้องเลือกทำกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูง เลือกดูดไขมันในสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน จึงจะทำให้การดูดไขมันมีความปอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้
 

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด