ไลฟ์สไตล์

เอเฟทจับมือสกย.ลุยตลาดยาง
หวังประกันความเสี่ยงด้านราคา

เอเฟทจับมือสกย.ลุยตลาดยาง หวังประกันความเสี่ยงด้านราคา

10 มิ.ย. 2554

เอเฟทจับมือ สกย.ลุยตลาดยางล่วงหน้า หวังประกันความเสี่ยงแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง หากมีความผันผวนด้านราคา ขณะ สกย.เตรียมเรียกประชุมหัวหน้าส่วนในภูมิภาคทำความเข้าใจ พร้อมทดลองปฏิบัติจริง ก่อนนำไปส่งเสริมในสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

 นายประสาท เกศวพิทักษ์ ประธานกรรมการตลาดกลางสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) กล่าวระหว่างบรรยายพิเศษให้ความรู้แก่ผู้บริหารสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ว่า ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นการมองถึงความเป็นธรรมและลดความเสี่ยงของเกษตรกรเรื่องของการค้าขาย ซึ่งผิดจากหลักการของตลาดทุน ซึ่งมองถึงการพัฒนาทุนเป็นใหญ่ โดยไม่ได้มองถึงเรื่องผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ ปัจจุบันมีสินค้าที่มีการซื้อขายล่วงหน้าที่เอเฟทอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ข้าวขาว 5% ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 และมันสำปะหลังเส้น ซึ่งขณะนี้สินค้าทั้ง 4 ชนิดกำลังดำเนินการไปได้ด้วยดี มีผู้เข้าซื้อขายผ่านเอเฟทอย่างต่อเนื่อง

 "ที่มุ่งเป้ามาที่ สกย. เพราะเป็นองค์กรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและคลุกคลีอยู่กับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา การถ่ายทอดความรู้ตลาดยางล่วงหน้าผ่านเจ้าหน้าที่ สกย.เพื่อนำไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร จะช่วยร่นระยะเวลาเร็วขึ้น วันที่ 9 มิถุนายน ก็ไปบรรยายให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ฟัง เพื่อจะได้ดึงสถาบันเกษตรกรเข้ามาใช้ประโยชน์จากเอเฟทมากขึ้น"

 ประธานเอเฟทระบุอีกว่า นอกจากนี้เป็นการพัฒนาสถาบันเกษตรกรเพื่อเป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข้งแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกระทรวงเกษตรฯ และให้สถาบันเกษตรกรใช้เป็นราคาอ้างอิงได้ ที่สำคัญตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าทำให้รัฐใช้จ่ายเงินของการประกันราคาสินค้าน้อยลงได้ เพราะเกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรมและสูงขึ้น รัฐก็จะชดเชยน้อยลงเพียงแต่หน่วยงานหรือภาครัฐให้ความสำคัญแ ละเข้ามาใช้กลไกของเอเฟทมากน้อยแค่ไหน

 ด้านนายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผอ.สกย. ยอมรับว่า การให้สถาบันเกษตรกรเข้ามาสู่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าคงเป็นเรื่องยาก เพราะเกษตรกรยังยอมรับไม่ได้ในเรื่องความเสี่ยงต่อการขาดทุน แต่ก็พยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ สกย.ถึงผลประโยชน์ที่ได้รับหากเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรหลังเข้ามาสู่เอเฟท จากนั้นก็อาจจะทำเป็นโครงการนำร่องให้มีการทดลองซื้อขายกันจริงๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของเอเฟทคอยเป็นพี่เลี้ยงเพื่อความชำนาญ ก่อนจะมีการส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรเข้ามาใช้ประโยชน์ในเอเฟทต่อไป