
ลุงแจ่มระวังภัย ไทยเตรียมรับ ญี่ปุ่นบุก หาอาหารเพิ่ม (จบ)
บริษัทญี่ปุ่นที่เริ่มความเคลื่อนไหวออกไปลงทุนผลิตในต่างประเทศ เช่น Kobe Bussan Co. ได้ซื้อที่ดินขนาด 3,000 เฮกตาร์ บริเวณลุ่มน้ำไนล์ในอียิปต์สำหรับการปลูก spinach บร็อกโคลี่ และผักอื่นๆ
สำหรับส่งออกไปญี่ปุ่น Mitsui & Co. วางแผนลงทุนมูลค่า 80 พันล้านเยน สำหรับตั้งโรงงาน ผลิต rapeseed oil ในแคนาดา รวมไปถึงการลงทุนฟาร์มผลิตไก่ ไข่ และกุ้ง ที่จีน บริษัทอื่นที่ออกไปลงทุน ได้แก่ กลุ่มบริษัท Trading house ต่างๆ
ญี่ปุ่นมองว่า อาหารเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ เทียบเท่ากับทรัพยากรหายาก และราคาแพง เช่น น้ำมัน การที่ต้องพึ่งพาอาหารนำเข้าสูงถึงร้อยละ 60 ของจำนวนแคลอรี่ที่บริโภค ความมั่นคงด้านอาหารจึงตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ยิ่งปัญหาสภาพแวดล้อมของโลก ทั้งสภาวะโลกร้อน สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ปัญหา แมลงและโรคพืช รวมทั้งการใช้สารเคมีเกษตรในประเทศผู้ผลิต ความมั่นคงของประเทศก็ถูกบั่นทอนลง
ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม Trading House ขนาดใหญ่จึงกลับเข้าสู่ธุรกิจการค้าและลงทุนในภาคเกษตรมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะพบว่า ต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดและยากที่จะทำผลกำไร
แนวโน้มและความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลต่อประเทศไทย ทั้งในแง่บวก เช่น ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ จะสามารถดึงดูดโครงการลงทุน และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของญี่ปุ่นให้ไปตั้งฐานผลิต มีการนำเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ และกรรมวิธีการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพเข้าไปใช้ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ในอีกแง่มุมหนึ่ง การออกไปลงทุนผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่น ย่อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อมากกว่า ผลิตสินค้าได้ตรงตามรสนิยมตลาดมากกว่าการแข่งขันกับบริษัทผู้ผลิตของไทย ย่อมเข้มข้นขึ้นด้วย หากบริษัทไทยไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพ คิดค้นเมนูอาหารชนิดใหม่ๆ รวมทั้งมองหาตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche) และรักษามาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ สุดท้ายก็อาจต้องการเป็นผู้รับจ้างผลิตให้แก่บริษัทต่างชาติ และสูญเสียอำนาจ ต่อรองต่อไปเรื่อยๆ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงโตเกียว



